ความสามารถในการใส่ท่อหายใจของนักศึกษาแพทย์ประเมินจากการสอบลงกองในรายวิชาวิสัญญีวิทยา การสอบใบประกอบวิชาชีพขั้นตอนที่ 3 (NL3) และประเมินตามการรับรู้สมรรถนะตนเอง หลังจากผ่านกระบวนการฝึกฝนอย่างตั้งใจ

ผู้แต่ง

  • ชมพูณิก เจียมจิตพลชัย ศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
  • ดาริกา ธารบัวสวรรค์ ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์

คำสำคัญ:

การใส่ท่อช่วยหายใจ, การฝึกฝนอย่างตั้งใจ, นักศึกษาแพทย์, การรับรู้สมรรถนะแห่งตน

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง: ความสามารถในการใส่ท่อหายใจของนักศึกษาแพทย์ประเมินจากการสอบลงกองในรายวิชาวิสัญญีวิทยา การสอบใบประกอบวิชาชีพขั้นตอนที่ 3 (OSCE) และประเมินตามการรับรู้สมรรถนะตนเอง หลังจากผ่านกระบวนการฝึกฝนอย่างตั้งใจ

คณะผู้ศึกษา: แพทย์หญิงชมพูณิก เจียมจิตพลชัย, นางสาวดาริกา ธารบัวสวรรค์

หน่วยงาน: ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์

ภูมิหลัง: การใส่ท่อช่วยหายใจเป็นทักษะวิชาชีพที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแพทย์ ทักษะนี้ไม่เพียงแต่ต้องการความแม่นยำทางเทคนิค แต่ยังรวมถึงความพร้อมทางจิตวิทยา การเข้าใจถึงข้อบกพร่องและระดับการรับรู้สมรรถนะตนเองของผู้เรียนภายหลังกระบวนการฝึกฝนอย่างตั้งใจ จะช่วยสนับสนุนการสร้างกลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักศึกษาแพทย์

สรุปการดำเนินงาน: การวิจัยเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง (Retrospective Observational Cohort Study) นี้ศึกษาในนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 จำนวน 35 คน ณ ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โดยเปรียบเทียบผลคะแนนการใส่ท่อช่วยหายใจระหว่างการสอบลงกองในรายวิชาวิสัญญีวิทยาเมื่อครั้งอยู่ชั้นปีที่ 5 กับผลการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมขั้นตอนที่ 3 (OSCE) โดยศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรม (ศรว.) นอกจากนี้ นักศึกษาได้ประเมินสมรรถนะแห่งตนผ่านแบบสอบถามหนึ่งวันก่อนการสอบระดับชาติ ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ขั้นการเตรียมการ ขั้นการปฏิบัติการใส่ท่อ และขั้นการยืนยันตำแหน่งท่อ

สรุปผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาแพทย์ทำคะแนนในส่วนการเตรียมความพร้อมในการสอบชั้นปีที่ 5 ได้สูงกว่าการสอบ ศรว. อย่างมีนัยสำคัญ (31.1 ± 3.3 เทียบกับ 28.0 ± 5.6) ในทางตรงกันข้าม คะแนนในส่วนการปฏิบัติการใส่ท่อและการยืนยันตำแหน่งท่อในการสอบ ศรว. กลับสูงกว่าการสอบในรายวิชาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (37.1 ± 5.4 เทียบกับ 35.7 ± 5.2 และ 23.3 ± 4.3 เทียบกับ 16.9 ± 8.0 ตามลำดับ; p-value < 0.05) นอกจากนี้ยังพบประเด็นสำคัญคือ นักศึกษาประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่ำกว่าระดับความสามารถที่ปฏิบัติได้จริงอย่างมีนัยสำคัญในเกือบทุกขั้นตอน (p-value < 0.05)

อภิปรายและบทสรุป: ความแตกต่างของคะแนนสะท้อนให้เห็นว่า แม้ทักษะทางเทคนิคจะพัฒนาขึ้นตามประสบการณ์ทางคลินิก แต่ความใส่ใจในรายละเอียดของการเตรียมการอาจลดลงหรือเปลี่ยนไปตามบริบทการสอบ อาจารย์ผู้สอนควรให้ความสำคัญกับการชี้แนะพฤติกรรมย่อย (Sub-behaviors) และการเสริมสร้างความมั่นใจควบคู่ไปกับการฝึกทักษะทางเทคนิคในระยะการฝึกฝนอย่างตั้งใจ

ข้อความสำคัญ: ผู้สอนควรนำผลการศึกษาไปปรับปรุงกลยุทธ์การสอน โดยเน้นการบูรณาการมาตรฐานการประเมินระดับชาติเข้ากับหลักสูตรท้องถิ่น และมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งทักษะการปฏิบัติและการรับรู้สมรรถนะในตนเอง

เอกสารอ้างอิง

ปาริชาต อภิเดชากุล,ปฏิภาณ ตุ่มทอง, ธัชวรรณ จิระติวานนท์. การสังเกตความสามารถในการใส่ท่อหายใจของนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 5: ความเชื่อมโยงจากผู้เรียนระดับต้นสู่ผู้เชี่ยวชาญ. วิสัญญีสาร. 2560;43(1):19-26.

สุพรรณา ครองแถว, สุภามาศ ผาติประจักษ์, อรุณวรรณ อุดมเกษมทรัพย์. ผลของโปรแกรมฝึกอบรมการจัดการทางเดินหายใจ และการช่วยหายใจ สำหรับนักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี. Rama Nurs J. 2559;22(1):93-105.

รัชยา วีระยุทธวัฒนะ, ธนาวดี ธีรัชฌานันท์, สุจารีย์ ภู่พิพัฒน์ภาพ, บุษบา ศุภวัฒน์ธนบดี. การศึกษาหาจำนวนผู้ป่วยขั้นต่ำในการฝึกทักษะหัตถการใส่ท่อช่วยหายใจในนักศึกษาแพทย์. เชียงใหม่เวชสาร. 2564;60(3):317-23.

Ovatakanont P, Kovindha A, Wittayanin W, Mongkol S. Mobility and self-care activities related to the ability to drive and control a modified motorcycle: a pilot study in paraplegic persons. J Thai Rehabil Med. 2006;16:85-97. (Reference for context of clinical skill autonomy in Thai settings).

Sripiman P, Thiangchanya P, Purinthrapibal S. The effectiveness of a self-efficacy promoting program on knowledge, self-confidence, and caring behaviors. CMU Journal of Nursing. 2020;47(1):1-15.

Ericsson KA. Deliberate practice and acquisition of expert performance: a general overview. Acad Emerg Med. 2008;15(11):988-94.

Petrosoniak A, Lu M, Gray S, Monteiro S. Deliberate practice model for improved task completion in medical education. ResearchGate [Internet]. 2024 [cited 2024 Mar 2]. Available from: https://www.researchgate.net/figure/Deliberate-practice-model_fig2_332239055.

Kim Sawtelle KR. Rapid Cycle Deliberate Practice (RCDP) to Master Airway Intubation. S D Med. 2024;77(9):408.

Remmen R, Scherpbier A, Van der Vleuten C. Effectiveness of basic clinical skills training programs: A cross-sectional comparison. Med Educ. 2001;35:121-8.

Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: Freeman; 1997.

ภาสิต ศิริเทศ, ณพวิทย์ ธรรมสีหา. ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลทหารบก. 2562;20(2):58-65.

Sacaja N, Romic Z, Prka Z. Self-perceived versus objectively measured competence in performing clinical practical procedures by final year medical students. Int J Med Educ. 2016;7:122-9.

Barbosa J, Santos A, Castro-Vale I. Poorer correlation between self-perceived and objectively measured competence in practical skills. BMC Med Educ. 2016;16:1-8.

Bismilla Z, Lopushinsky SR, Ratnapalan S. Evaluation of a pediatric intubation checklist for residents. Pediatr Emerg Care. 2010;26(8):545-9.

ศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชีพเวชกรรม (ศรว.). ประวัติศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569]. จาก: https://cmathai.org/about.

Kittrakulrat J, Jongjatuporn W, Jurjai R, Jarupanich N. The ASEAN economic community and medical qualification. Chula Med J. 2014;58(4):415-28

Sanchez-Mendiola M, Durante-Montiel I, Morales-Lopez S, Lozano-Sanchez R, Martinez-Gonzalez A. Self-assessment and external assessment: A study of the Dunning-Kruger effect in medical students. BMC Med Educ. 2020;20(1):77.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

01-09-2026

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย