https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/issue/feedวารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์2025-12-22T00:00:00+07:00Kanokwan Sriruksacpird_mhpe@cpird.in.thOpen Journal Systems<p><em><strong><u>วารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์</u></strong></em></p> <p> มีวัตถุประสงค์เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของบุคลากรทางการแพทย์ โดยการส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า การเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูง และสามารถเข้าถึงได้ (open access)</p> <p> วารสารนี้ มุ่งเน้นบทความทางการศึกษาในหัวข้อด้านวิชาชีพสุขภาพที่หลากหลาย เช่น วิธีการสอนและการเรียนรู้ การประเมิน และนวัตกรรมทางการศึกษา สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และผู้นำทางการศึกษาด้านการดูแลสุขภาพ</p> <p><em><strong><u>การประเมินบทความ</u></strong></em></p> <p> บทความที่ตีพิมพ์ลงวารสารจะได้รับการประเมินแบบ double blinded peer - reviewed process (การตรวจสอบแบบปกปิดรายชื่อ) จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบัน จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน ผ่านระบบ ThaiJO</p>https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/article/view/2553ความชุกของคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีในนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกเฉพาะปีที่ 4 และปีที่ 5 แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลชลบุรีและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง2025-09-03T20:06:21+07:00สิทธิกร ศรีวรภัทรกุลtayer_md@hotmail.com<p><strong>ที่มาของงานวิจัย</strong><strong>: </strong>นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกมีแนวโน้มประสบปัญหาคุณภาพการนอนลดลง ส่งผลต่อการเรียนรู้และความปลอดภัยของผู้ป่วย การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อหาความชุกของนักศึกษาแพทย์ที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดีระหว่างปฏิบัติงานแผนกอายุรกรรมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ </p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาไปข้างหน้าแบบภาพตัดขวางของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่และปีที่ห้าของปีการศึกษา 2567 ปฏิบัติงานแผนกอายุรกรรมอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เก็บข้อมูล ลักษณะพื้นฐาน การนอนหลับโดยใช้แบบสอบถาม The Pittsburgh Sleep Quality Index (PSQI) ฉบับแปลภาษาไทย วิเคราะห์ทางสถิติด้วยวิธี Mann–Whitney U-test หรือ Fisher’s exact test ตามความเหมาะสม และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยโดย logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> นักศึกษาแพทย์เข้าร่วม 44 คน มีอายุเฉลี่ย 22.1 ปี ร้อยละ 50 เป็นเพศหญิง ความชุกของกลุ่มที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี (PSQI มากกว่า 5) ร้อยละ 70.5 สาเหตุที่พบบ่อยคือปัญหาการเรียนและทำงาน (ร้อยละ 56.8) กลุ่มที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดีมีระยะเวลาการนอนเฉลี่ยน้อยกว่า (5.2±0.8 ชั่วโมง เทียบกับ 6.6± 0.6 ชั่วโมง, <em>p</em><0.01) มีผลกระทบต่อกิจกรรมในเวลากลางวันมากกว่า (ร้อยละ 90.3 และร้อยละ 46.1, <em>p</em><0.01) เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มตามลำดับ วิเคราะห์ multivariable analysis พบว่า การนอนหลับน้อยกว่า 7ชั่วโมงต่อคืน มีความสัมพันธ์กับการพบคุณภาพการนอนหลับไม่ดี (adjusted OR 9.04,<em> p</em>=0.03)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ความชุกของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่และปีที่ห้าที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดีคือร้อยละ 70.5 การนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีความสัมพันธ์กับการพบคุณภาพการนอนหลับไม่ดี ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: คุณภาพการนอนหลับ นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลชลบุรี แผนกอายุรกรรม</p>2025-12-18T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/article/view/2589ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ในประเทศไทย2025-10-14T13:53:29+07:00สุพจน์ ฉัตรทินกรsuphot191@gmail.com<p><strong>Background</strong> : ระบบการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบ คือการฝึกอบรมในโรงพยาบาลศูนย์ต่างจังหวัดและการฝึกอบรมในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งสัดส่วนการฝึกอบรมในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีจำนวนมากกว่าอย่างชัดเจนเนื่องจากความนิยมเรียนต่อในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีมากกว่า ซึ่งหากรู้ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถานที่ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านดังกล่าวก็น่าจะนำมาพัฒนาการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ให้ดีขึ้นซึ่งจะทำให้ความความนิยมในการเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์มีมากขึ้นตามลำดับ</p> <p><strong>Method</strong> : การศึกษานี้เป็น analytical crossectional study เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในแพทย์ประจำบ้านที่กำลังฝึกอบรมในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด และศึกษาว่าปัจจัยต่างๆทั้งในแง่คุณสมบัติของสถาบันและเหตุผลส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการเลือกเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ต่างจังหวัดหรือไม่</p> <p><strong>Result</strong> : มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 111 คน แบ่งเป็นเพศชาย 57 (51.35%) เพศหญิง 54 (48.65) เป็นแพทย์ที่ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ต่างจังหวัดจำนวน 94 (84.68%) และฝึกอบรมในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจำนวน 17 (15.32%) ผลการศึกษาพบว่าความไม่มั่นใจว่าจะได้รับเลือกเข้าเรียนต่อในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สัมพันธ์กับการเลือกฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ (p-value = 0.001) ในขณะที่ปัจจัยเรื่องความซับซ้อนของผู้ป่วย คุณภาพของระบบการเรียนการสอน สิ่งสนับสนุนการเรียนการสอนและภาระงานที่ไม่หนักมาก มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์แบบ univariate binary logistic regression แต่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์แบบ multivariate binary logistic regression</p> <p><strong>Conclusion</strong> : ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้แพทย์เลือกฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลศูนย์ต่างจังหวัดในประเทศไทยคือความไม่มั่นใจว่าจะได้รับเลือกเข้าเรียนต่อในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่โรงพยาบาลศูนย์สามารถพัฒนาได้คือ การพัฒนาระบบการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านให้มีคุณภาพ การพัฒนาสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน และการสร้างความสมดุลระหว่างการปฏิบัติงาน การเรียนรู้และชีวิตส่วนตัว ซึ่งหากศูนย์แพทย์ใดสามารถพัฒนาปัจจัยดังกล่าวได้ย่อมมีโอกาสที่แพทย์จะเลือกฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศูนย์นั้นๆเพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต</p> <p>Keywords : residency , internship , regional hospital , tertiary hospital ,community hospital</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/article/view/2716Evaluation of student engagement and agreement between student self-assessments and facilitator evaluations in Pediatric Advanced Life Support workshop among clinical year medical students2025-11-20T13:23:56+07:00ฉัตตินี เก้าเอี้ยนchtck.nn@gmail.comทิพาพร ทองมากtipaing@gmail.com<p style="font-weight: 400;"><strong>Background:</strong> Student engagement is crucial for effective medical education, particularly in simulation-based settings like Pediatric Advanced Life Support (PALS) workshops. However, the dynamics of engagement during PALS training and the alignment between student self-assessment and facilitator evaluation are not well understood. This study aimed to evaluate engagement levels among medical students in PALS workshops and to determine the agreement between student self-assessments and facilitator evaluations.</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Methods:</strong> The cross-sectional study was conducted with Year 5 and Year 6 medical students participating in PALS workshops at Hatyai Medical Education Center, Thailand, during the 2025 academic year. Student engagement was measured using a validated instrument adapted from the National Survey of Student Engagement, covering collaborative learning, cognitive development, and personal skills. Facilitator also evaluated students on the personal skills domain. Group differences were analyzed using independent t-tests, and the agreement between student self-assessment and facilitator evaluation was determined with Cohen’s weighted kappa.</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Results</strong><br>All 92 students completed the survey. Prior PALS training was significantly more common among Year 6 students (p < 0.05). Year 6 students reported higher overall engagement scores compared with Year 5, with no statistically significant (p = 0.07). Subdomain analysis revealed significantly higher personal skills scores among Year 6 students (p < 0.01). A moderate level of agreement was found between student self-assessments and facilitator evaluations for personal skills (weighted kappa = 0.563).</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Conclusions</strong><br>Simulation-based PALS training is an effective platform for engaging medical students. Higher engagement among final-year students reflect the impact of clinical experience and maturity on learning. Moderate agreement between student self-assessments and facilitator ratings highlights the importance of integrating self-reflection with external feedback to promote professional development. These findings reinforce the role of simulation as a critical platform for enhancing engagement and cultivating essential skills in medical training.</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/article/view/2517Factor analysis in medical education research2025-08-11T15:56:50+07:00ไพโรจน์ บุญลักษณ์ศิริbpairoj@gmail.com<p>งานวิจัยรูปแบบสำรวจความเห็นในทางแพทยศาสตรศึกษามีจำนวนมาก เก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม (questionnaire) ที่สร้างขึ้นใหม่ตามเนื้อหาที่ต้องการ วัดผลเป็นคะแนน Likert scale ตัวอย่างเช่น The Dundee Ready Educational Environment Measure (DREEM) มี 50 คำถาม การวิเคราะห์ผลโดยแสดงคะแนนดิบตามรายข้อทุกข้อคงจะมากเกินไป ดังนั้นการจัดกลุ่มเนื้อหาที่มีจำนวนข้อคำถามมากตั้งแต่ตอนสร้างแบบสอบถามโดยมี expert panel พิจารณานอกจาก content validity แล้วยังรวมถึง construct validity ด้วย และแปลผลด้วยคะแนนตามกลุ่มจะทำให้เข้าใจง่ายกว่า นอกจากนี้ยังจัดกลุ่มภายหลังการสำรวจโดยใช้สถิติวิเคราะห์มาช่วยเรื่อง construct validity ได้ด้วย เทคนิกที่นิยมใช้ได้แก่ Factor analysis</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2568 บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (การศึกษาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข) เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักส่งเสริม สนับสนุนการผลิต พัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/MHPE/article/view/2507Team-Based Learning (TBL)2025-08-08T15:46:26+07:00วรรณา อาจองค์wannaardonk@gmail.com<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การเรียนรู้แบบใช้ทีมเป็นฐาน (TBL) เป็นการเรียนการสอนทางแพทยศาสตรศึกษาเชิงรุกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษา TBL มีความเหมาะสมกับการเรียนแพทย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งบุคลากรต้องเผชิญกับความท้าทายจากข้อมูลทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมหาศาล และต้องการทักษะที่เหนือกว่าการท่องจำ TBL ส่งเสริมให้เกิดความรับผิดชอบ การคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการทำงานร่วมกัน และการสื่อสาร ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนชัดเจน ได้แก่ การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นเรียน การทดสอบความพร้อมรายบุคคล (I-RAT) การทดสอบความพร้อมกลุ่ม (G-RAT) และขั้นตอนการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน TBL ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการออกแบบกิจกรรมที่ชัดเจน การให้ข้อมูลย้อนกลับทันที และพลวัตของทีมที่แข็งแกร่ง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาจารย์แพทย์มีความเข้าใจหลักการศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ TBL การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำ TBL ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การคงอยู่ขององค์ความรู้ และการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคต</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การเรียนรู้แบบใช้ทีมเป็นฐาน , แพทยศาสตรศึกษา, การเรียนเชิงรุก</p>2025-12-22T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2568 บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารแพทยศาสตรศึกษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (การศึกษาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข) เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักส่งเสริม สนับสนุนการผลิต พัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์