คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

วัตถุประสงค์    
        วารสาร พุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย มีนโยบายเพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปในมิติทางด้านพระพุทธศาสนา ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สหวิทยาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สหวิทยาด้านการพัฒนาสังคม สหวิทยาการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ

  1. บทความภาษาไทย: 4,000 บาท / เรื่อง
  2. บทความภาษาอังกฤษ: 5,000 บาท / เรื่อง
    (เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเฉพาะบทความที่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้วเท่านั้น)

รอบการเผยแพร่วารสาร
ตั้งแต่ ปีที่ 5 (พ.ศ. 2569) เป็นต้นไป วารสารปรับรอบการเผยแพร่เป็น ปีละ 4 ฉบับ
         ฉบับที่ 1: มกราคม – มีนาคม
         ฉบับที่ 2: เมษายน – มิถุนายน
         ฉบับที่ 3: กรกฎาคม – กันยายน
         ฉบับที่ 4: ตุลาคม – ธันวาคม

รูปแบบของการจัดเตรียมต้นฉบับ 
         ผู้นิพนธ์ที่ส่งบทความมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์บทความจะต้องยินยอมและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ รูปแบบ ขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทรรศน์ บทความวิจารณ์หนังสือ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงในเนื้อหาและอ้างอิงในท้ายบทความ (References) ต้องเป็นตามหลักเกณฑ์ของวารสารในรูปแบบของการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตาม APA Style 6th edition ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฎในบทความวารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย รวมทั้งผู้นิพนธ์จะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัยไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารได้กำหนดความซ้ำซ้อนของผลงานด้วยโปรแกรม CopyCatch ในระบบของ ThaiJo ไม่เกิน 25% ผู้นิพนธ์ประสงค์จะตีพิมพ์บทความต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของวารสารดังนี้

  1. ผู้เขียนจะต้องศึกษารูปแบบและตรวจสอบการเขียนบทความให้ตรงตามรูปแบบของวารสาร
  2. แนบไฟล์บทความ (Microsoft word) พร้อมแจ้งและติดต่อประสานงานไปที่ หัวหน้ากองบรรณาธิการ พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ, ดร. โทร. 061- 994 - 5451, ไอดีไลน์: s.b.t. อีเมล:s.boonthong2529@gmail.com, ทั้งนี้ผู้เขียนต้องระบุต้นสังกัดและเบอร์โทรศัพท์ ที่ติดต่อได้โดยตรง ไว้ในกล่องโต้ตอบ หรือ Discussion Box
  3. บทความต้องผ่านการตรวจรูปแบบจากกองบรรณาธิการ และผู้เขียนต้องปรับแก้ไขให้สมบูรณ์และถูกต้องตามคำแนะนำของกองบรรณาธิการ
  4. เนื้อหาบทความและองค์ประกอบของบทความต้องผ่านการตรวจพิจารณาและอนุมัติจากกองบรรณาธิการ เพื่อส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาประเมินบทความ
  5. บทความต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน และการพิจารณาของกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุดในกรณีที่บทความของท่านไม่ผ่านการประเมินและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ วารสารขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับตีพิมพ์บทความและไม่คืนเงินโดยประการทั้งปวง
  6. วารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย เมื่อได้ผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มใดๆ ก็ตามผู้เขียนยินยอมที่จะรับผลการประเมินนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
  7. เนื้อหาบทความที่แก้ไขตามผู้ประเมินต้องไฮไลท์ตัวอักษรสีแดง เพื่อให้กองบรรณาธิการได้เช็คตรวจสอบว่าท่านได้แก้ไขจริงและหากท่านไม่ไฮไลท์ตัวอักษรสีแดง ทางวารสารจะถือว่าท่านไม่ได้แก้ไขบทความตามผู้ประเมินและส่งไฟล์ (Microsoft word) บทความที่แก้ไขสมบูรณ์แล้วแนบเข้ามาในระบบ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หลังจากวารสารได้ส่งผลประเมินให้ผู้เขียนทราบ
  8. แม้บทความที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ภายหลังพบว่า หากไม่สามารถติดต่อผู้เขียนบทความได้ และผู้เขียนไม่ยอมแก้ไขบทความให้สมบูรณ์หรือแก้ไขบทความล่าช้าไม่ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดทางวารสารขอสงวนสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่รับตีพิมพ์บทความและขอยกเลิกใบตอบรับตีพิมพ์บทความ โดยวารสารจะแจ้งผ่านทางอีเมล์จากระบบที่ผู้เขียนได้ลงทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น
  9. การจัดเลื่อนลำดับเพื่อเผยแพร่บทความในแต่ละฉบับ เป็นอำนาจและสิทธิ์ในการตัดสินใจของกองบรรณาธิการ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของบทความ ถ้าหากพบว่าบทความและกระบวนการการส่งบทความในระบบไม่สมบูรณ์
  10. ความก้าวหน้าเกี่ยวกับบทความ เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของบทความที่ต้องติดตามสอบถามอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กองบรรณาธิการ จะแจ้งให้ทราบในระบบของวารสาร

การส่งบทความเข้าระบบ ThaiJO เพื่อได้รับการตีพิมพ์        
           การส่งในระบบ (Online Submission) สามารถส่งเข้าระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของวารสารบาลีเถรวาทปริทรรศน์ เมื่อส่งเข้าระบบสำเร็จให้แจ้งข้อมูลให้กองบรรณาธิการทราบที่ พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ, ดร. โทร. 061 – 994 5451, อีเมล: s.boonthong2529@gmail.com, ไอดีไลน์: s.b.t.

การจัดเตรียมต้นฉบับบทความ

  1. ผู้เขียนต้องศึกษารูปแบบและตรวจสอบการเขียนบทความให้ตรงตามรูปแบบของวารสาร
  2. ต้นฉบับบทความต้องเป็นไฟล์เวิร์ด (Microsoft word) เท่านั้น
  3. กระดาษ A4 มีความยาวระหว่าง 10-15 หน้า (รวมหน้าเอกสารอ้างอิง) พิมพ์บนกระดาษหน้าเดียว โดยใช้ตัวอักษรแบบ TH Sarabun PSK ขนาดอักษร 16 pt. ตั้งค่าหน้ากระดาษโดยเว้นขอบกระดาษ ขอบบน – ล่าง ขอบขวา - ซ้าย เท่ากันทุกด้าน ด้านละ 1 นิ้ว กำหนดระยะห่างระหว่างบรรทัดเท่ากับ 1 และย่อหน้า 7 เคาะ
  4. การนำเสนอรูปภาพและตารางต้องมีความชัดเจนและชื่อกำกับใต้ภาพไว้ด้านล้าง พิมพ์เป็นตัวธรรมดา ขนาด 16 pt. เช่น ตารางที่ หรือ Table1 และภาพที่ หรือ Figure1 และโมเดล หรือ Model1 รูปภาพที่นำเสนอต้องมีคำอธิบายรายละเอียดของข้อมูลครบถ้วนและเข้าใจได้ ซึ่งเนื้อหาที่อยู่ในต้นฉบับโดยต้องมีคำอธิบายกระชับและสอดคล้องกับรูปที่นำเสนอ
  5. ชื่อเรื่อง ต้องมีภาษาไทย (TH Sarabun PSK ขนาด 20 pt. ตัวหนา) และภาษาอังกฤษ (พิมพ์ใหญ่ (TH Sarabun PSK ขนาด 18 pt. ตัวหนา) พิมพ์ไว้หน้าแรกตรงกลาง
  6. ชื่อผู้นิพนธ์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (16 pt.) ไม่ต้องระบุตำแหน่งทางวิชาการ คำนำหน้า นาย/นาง/นางสาว/ยศตำแหน่ง (ยกเว้นกรณีเป็นพระภิกษุ) พิมพ์ด้วยตัวอักษรปกติอยู่ใต้ชื่อเรื่องโดยชิดขอบขวา และใช้ตัวเลขยกกำกับหน้าชื่อผู้เขียนและชื่อหน่วยงาน 1 2 3 ตามลำดับ
  7. บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความวิชาการ ไม่เกิน 350 คำ บทความวิจัย ไม่เกิน 500 คำ
  8. กำหนดคำสำคัญ (Keywords) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่เกิน 3 -5 คำ
  9. การใช้ตัวเลขต้องใช้ตัวเลขอารบิกเท่านั้น
  10. สามารถส่งบทความเข้าระบบ ThaiJo ในระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของวารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย ได้ที่ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JCBS

 ส่วนการเตรียมต้นฉบับในบทความมีเนื้อหาแต่ละประเภทมีการเรียงลำดับ ดังนี้

บทความวิจัย ให้เรียงลำดับ ดังนี้

  1. ชื่อเรื่องบทความ (Title) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
  2. บทคัดย่อ (Abstract) เสนอวัตถุประสงค์การวิจัย ประเภทของงานวิจัย การระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัยและองค์ความรู้จากการวิจัย โดยสรุปให้สั้นและกระชับความ
  3. บทนำ (Introduction) ระบุเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหา
  4. วัตถุประสงค์การวิจัย (Research Objectives) ระบุวัตถุประสงค์การวิจัยตามลำดับข้อ
  5. วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology) ระบุแผนการวิจัย กลุ่มตัวอย่างและการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
  6. สรุปผลการวิจัย (Results) เสนอผลที่พบตามวัตถุประสงค์การวิจัยตามลำดับอย่างชัดเจน ควรเสนอในรูปตารางหรือแผนภูมิก็ได้
  7. อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เสนอเป็นความเรียง ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผลการวิจัยกับกรอบแนวคิด และงานวิจัยที่ผ่านมา ไม่ควรอภิปรายเป็นข้อ ๆ แต่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมด พร้อมระบุองค์ความรู้จากการวิจัย
  8. องค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) เป็นนำเสนอผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จากงานวิจัย สามารถนำเสนอรูปแบบของการเขียนความเรียง หรือโมเดลพร้อมคำอธิบายที่กระชับ เข้าใจง่าย
  9. สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and suggestion) ระบุข้อสรุปที่สำคัญและข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้และประเด็นสำหรับการวิจัยต่อไป
  10. เอกสารอ้างอิง (References) ต้องเป็นรายการที่มีการอ้างอิงในเนื้อหาบทความเท่านั้น โดยใช้การอ้างอิงระบบ APA

บทความวิชาการ ให้เรียงลำดับ ดังนี้

  1. ชื่อเรื่องบทความ (Title) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
  2. บทคัดย่อ (Abstract)
  3. บทนำ (Introduction)
  4. เนื้อเรื่อง (Content) แสดงสาระสำคัญที่ต้องการนำเสนอตามลำดับและระบุองค์ความรู้ใหม่
  5. สรุป (Conclusion)
  6. องค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge)
  7. เอกสารอ้างอิง (References) การอ้างอิงในเนื้อเรื่องใช้ระบบ APA

บทความปริทรรศน์ (Review Article) ให้เรียงลำดับ ดังนี้ 

  1. ชื่อเรื่องบทความ (Title) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
  2. บทคัดย่อ (Abstract)
  3. บทนำ (Introduction)
  4. เนื้อเรื่อง (Content)
  5. บทวิจารณ์ (Discussion)
  6. สรุป (Conclusion)
  7. องค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge)
  8. เอกสารอ้างอิง (References) การอ้างอิงในเนื้อเรื่องใช้ระบบ APA

บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) ให้เรียงลำดับ ดังนี้

  1. ชื่อบทวิจารณ์หนังสือ เขียนโดย, สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์, จำนวนหน้า อย่างชัดเจน
  2. บทคัดย่อ (Abstract)
  3. บทนำ (Introduction)
  4. เนื้อหา (Content)
  5. บทวิจารณ์ (Discussion)
  6. สรุป (Conclusion)
  7. เอกสารอ้างอิง (References) การอ้างอิงในเนื้อเรื่องใช้ระบบ APA

การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา ตามหลักเกณฑ์ APA

  1. หนังสือ
    (ชื่อผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์)
    ผู้แต่ง 1 คน ผู้แต่งชาวไทยให้ระบุชื่อและนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม และ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ขึ้นต้นด้วยนามสกุลต่อด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อ. ตามด้วย ค.ศ.
               ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง, 2569)
                                       (Tumtong, K., 2026)
                                       กฤติยา ถ้ำทอง. (2569). พุทธปรัชญาการสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร: เจปริ้นท์.
    ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “and” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ
                ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง, และสูงศักดิ์ สุขสูงสุด, 2569)
                                       (Tuntong, K., and Suksungsud, S., 2026)
                กฤติยา ถ้ำทอง, และสูงศักดิ์ สุขสูงสุด. (2569). พุทธปรัชญาการสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร: เจ ปริ้นท์.
    ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ              ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง และคณะ, 2569)
                                       (Tumtong, K., et al., 2026)
  1. วารสาร
    (ผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์)
    ผู้แต่ง 1 คน ผู้แต่งชาวไทยให้ระบุชื่อและนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม และ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ขึ้นต้นด้วยนามสกุล, ต่อด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อ. ตามด้วย ค.ศ.
                 ตัวอย่างเช่น   (กฤติยา ถ้ำทอง, 2569)
                                       (Tumtong, K., 2026)
    ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “and” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ
                 ตัวอย่างเช่น    (กฤติยา ถ้ำทอง, และสูงศักดิ์ สุขสูงสุด, 2569)
                                        (Tuntong, K., and Suksungsud, S., 2026)
    ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ              ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง และคณะ, 2569)
                                       (Tumtong, K., et al., 2026)
  1. วิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์/รายงานการวิจัย
    (ผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์)
    ผู้แต่ง 1 คน ผู้แต่งชาวไทยให้ระบุชื่อและนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม และ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ขึ้นต้นด้วยนามสกุลต่อด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อ. ตามด้วย ค.ศ.
                 ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง, 2569)
                                        (Tumtong, K., 2026)
    ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “and” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ
                ตัวอย่างเช่น    (กฤติยา ถ้ำทอง, และสูงศักดิ์ สุขสูงสุด, 2569)
                                      (Tuntong, K., and Suksungsud, S., 2026)
    ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ               ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง และคณะ, 2569)
                                        (Tumtong, K., et al., 2026)
  1. สัมภาษณ์
    (ผู้แต่ง, วันที่สัมภาษณ์)
    ผู้ให้สัมภาษณ์ ให้ระบุชื่อและนามสกุลโดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม
                 ตัวอย่างเช่น     (สัมภาษณ์ กฤติยา ถ้ำทอง, 1 มกราคม 2569)
                                         (Interview Krittiya Tumtong, 1 January 2026)
  2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์
    ผู้แต่ง 1 คน ผู้แต่งชาวไทยให้ระบุชื่อและนามสกุล โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านาม และ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ให้ขึ้นต้นด้วยนามสกุลต่อด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อ. ตามด้วย ค.ศ.
                  ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง, 2569)
                                          (Tumtong, K., 2026)
    ผู้แต่ง 2 คน ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งทั้ง 2 คน โดยใช้คำว่า “และ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “and” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ
                 ตัวอย่างเช่น    (กฤติยา ถ้ำทอง, และสูงศักดิ์ สุขสูงสุด, 2569)
                                        (Tuntong, K., and Suksungsud, S., 2026)
    ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วยเครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” สำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” สำหรับผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหว่างคำให้เว้นระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคา                 ตัวอย่างเช่น     (กฤติยา ถ้ำทอง และคณะ, 2569)
                                         (Tumtong, K., et al., 2026)