การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาหลักการและแนวคิด ทฤษฎีของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาในประเทศไทย 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบททางสังคม เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาให้เกิดประสิทธิผลและยั่งยืนในบริบทสังคมไทย
ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักการและแนวคิด ทฤษฎีของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ทฤษฎีความละอายเชิงบูรณาการ (Theory of Reintegrative Shaming) และทฤษฎีการพรรณนาความรู้สึก (Narrative Theory) เป็นต้น 2) การประยุกต์ใช้ยุติธรรมสมานฉันท์ในคดีอาญายังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ขอบเขตของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญ กระบวนการมีความไม่สม่ำเสมอในแต่ละพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่เข้มแข็ง โดยประเทศไทยได้มีการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในคดีอาญา แต่อย่างไรก็แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice: RJ) จะถูกนำร่องใช้ในคดีอาญาหลายประเภทดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น รวมถึงการทดลองใช้ในบางพื้นที่ แม้จะเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยลดความขัดแย้ง เยียวยาผู้เสียหาย ลดภาระระบบคดี และเสริมสร้างความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด แต่การนำร่องในปัจจุบันยังเผชิญอุปสรรค ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายต่างประเทศ อาทิ ประเทศนิวซีแลนด์มีกฎหมาย Sentencing Act 2002 ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องพิจารณาการเข้าร่วมประชุมสมานฉันท์ การชดใช้ความเสียหาย และการแสดงความสำนึกผิดของผู้กระทำผิดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดโทษ ทำให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ไม่ใช่ทางเลือกส่วนตัวของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ แต่เป็นกลไกที่บูรณาการเข้าในระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการ และยังมีกฎหมายรองรับสิทธิผู้เสียหาย 3) ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบความยุติธรรมสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย (1) การบังคับใช้กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือ พบว่า ควรนำกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการนำกระบวนการยุติธรรมชุมชนมาใช้ทางปฏิบัติเพิ่มขึ้น โดยการใช้กฎหมายในการบริหารจัดการของฝ่ายบริหาร เช่น พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เป็นต้น (2) การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง พบว่า กฎหมายในปัจจุบันเอื้อต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่แล้ว เฉพาะในส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคก็ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เพิ่มมากขึ้น (3) การบัญญัติกฎหมายกลางเป็นการทั่วไป พบว่าแนวทางการออกกฎหมายแม่บทหรือ กฎหมายแกนกลาง เกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุน กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กานต์ธีรา ภูริวิกรัย. (2562). กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: แก้ไขผู้กระทำผิด ฟื้นฟูชีวิตผู้ถูกกระทำ. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.the101.world/restorative-justice-3/
บัณฑิต โต้ทองดี. (2555). กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ : ศึกษาการเบี่ยงเบนคดีความรุนแรงในครอบครัว. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). ทฤษฎีความผูกพันทางสังคม (Social Bond Factor). [Online] สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568, จาก https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2555/mpa30355nj_ch2.pdf
ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์. (2558). การมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ทางอาญา ของไทย. วารสารเกษมบัณฑิต, 16(2).
รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล. (2567). ความยุติธรรมตกไม่ทั่วฟ้า คนไม่เสมอกันต่อหน้ากฎหมาย. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.the101.world/thai-justice-inequality/
ศาชกร ทองขาวขำ. (2562). การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในการระงับข้อพิพาท : ศึกษาการไกล่เกลี่ยคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินห้าปีในชั้นศาล. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สำนักงานกฎหมายสรศักย์และที่ปรึกษาสากล. (ม.ป.ป.). คดีอาญา คืออะไร มีกี่ประเภท โทษ สามารถไกล่เกลี่ยได้ไหม. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://sorasaklaw.com/article/criminal-case/
สำนักแผนงานและงบประมาณ. (2568). หนังสือรายงานสถิติคดีประจำปี พ.ศ. 2567. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/2085/iid/507985
Tijacademy. (2565). ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://tijacademy.org/2022/ 06/3859/w_014/
Christian Wickert. (2019). Reintegrative Shaming (Braithwaite). Retrieved July 3, 2025, from https://soztheo.de/theories-of-crime/sanctioning/reintegrative-shaming-braith waite/?lang=en