วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA <p><em><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม </strong></em></p> <p><em><strong><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3088-2532 (Online)</span></strong></em></p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม เป็นวารสารที่มุ่งส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม มีเป้าหมายในการเป็นแหล่งข้อมูลเชิงวิชาการที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์สำหรับนักวิจัย นักการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในวงการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ (Aims) และขอบเขต (Scope) ดังนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aims)</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อเป็นเวทีวิชาการสำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> <li>เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ใหม่ในมิติทางสังคมศาสตร์และกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scope)</strong></p> <ol> <li>การวิจัยในสาขาสังคมศาสตร์ เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาสังคม รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</li> <li>การศึกษาในด้านกฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม อาทิ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม อาชญาวิทยา การบังคับใช้กฎหมาย</li> <li>ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานด้านยุติธรรม</li> <li>การศึกษาเชิงเปรียบเทียบในระดับชาติและนานาชาติเกี่ยวกับระบบยุติธรรมและบริบททางสังคม</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (</strong><strong>Types of Articles)</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย (Research Articles)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Articles)</li> <li>บทความปริทัศน์ (Review Articles) </li> <li>บทความเชิงนโยบาย (Policy Articles) </li> <li>บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Reviews) </li> <li>กรณีศึกษา (Case Studies) </li> </ol> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (</strong><strong>Publication Frequency)</strong></p> <p>มีกำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยแต่ละฉบับประกอบด้วยบทความจำนวน 8 บทความ รวมทั้งสิ้น 32 บทความต่อปี โดยมีรายละเอียดกำหนดการ ดังนี้</p> <ol> <li>ฉบับที่ 1: มกราคม - มีนาคม </li> <li>ฉบับที่ 2: เมษายน - มิถุนายน </li> <li>ฉบับที่ 3: กรกฎาคม - กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4: ตุลาคม - ธันวาคม</li> </ol> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์หรือค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิชาการและการวิจัยให้กว้างขวาง และเพื่อส่งเสริมโอกาสทางวิชาการแก่ผู้เขียนทุกกลุ่ม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ผู้เขียนสามารถส่งบทความได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาจนถึงการตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม ใช้กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ (Peer Review) อย่างเข้มงวดก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยมีรายละเอียดดังนี้</p> <ol> <li>ใช้รูปแบบ Double-Blind Review ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความจะไม่ทราบชื่อกันและกัน เพื่อให้การประเมินเป็นกลาง ปราศจากอคติ และเน้นความถูกต้องเชิงวิชาการ</li> <li>บทความทุกเรื่องจะถูกตรวจสอบโดย ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำการประเมินบทความ คือ 3 คน</li> </ol> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร mr.akkakorn@gmail.com (Associate Professor Dr. Akkakorn Chaiyapong ) Supichapa.jaiyuan@gmail.com (Supichapa Jaiyuan) Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3447 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3447 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 บทบาทการป้องกันภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3328 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในประเทศไทย โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูล TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) ครอบคลุมงานวิจัยและบทความวิชาการไทยจำนวน 20 รายการที่ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2555–2566</p> <p>ผลการทบทวนวรรณกรรมพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญใน 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำระดับพื้นที่ (2) การปฏิบัติการในภาวะวิกฤตน้ำท่วมและภัยแล้ง (3) การประสานงานระหว่างหน่วยงานและภาคประชาชน และ (4) การติดตาม ประเมินผล และรายงานตามกรอบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญในด้านศักยภาพบุคลากร งบประมาณ และการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การเสริมสร้างธรรมาภิบาลน้ำในระดับท้องถิ่นจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันภัยพิบัติให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย</p> ธนัญชกร ปกิตตาวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3328 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมศึกษากรณีวัดป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3332 <p>พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ได้บัญญัติขึ้นเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก รวมตลอดถึง ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติกลับพบว่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังปรากฏในกรณีวัดป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี ซึ่งถูกร้องเรียนว่ามีการบุกรุกและครอบครองที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กว่า 2,000 ไร่ โดยมิได้รับอนุญาต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 มาตรา 365 และระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พิจารณาอนุญาตการใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่น ๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2536</p> <p>ผลการศึกษาพบปัญหาทางกฎหมายสำคัญ ได้แก่ การบุกรุกและครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิได้รับอนุญาต การใช้ที่ดินเพื่อกิจการทางศาสนาเกินกว่าขอบเขตที่ระเบียบกำหนด การแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์จากที่ดินของรัฐ ประสิทธิภาพของระบบการตรวจสอบและติดตามการใช้ที่ดินในทางปฏิบัติ ความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และปัญหาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 จากการนำที่ดินของรัฐไปแสวงหาประโยชน์โดยปราศจากสิทธิ นอกจากนี้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 แม้จะมิได้บัญญัติโทษทางอาญาสำหรับการบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้เป็นการเฉพาะ แต่โดยหลักทั่วไปการกระทำดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้ว ปัญหาที่แท้จริงจึงมิใช่การไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายบังคับใช้ต่อการกระทำดังกล่าว หากแต่เป็นข้อจำกัดในกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเมื่อต้องนำความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365 มาปรับใช้กับบริบทเฉพาะที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายและมีลักษณะข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากการบุกรุกอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป</p> <p>ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะสามประการ ประการแรก ควรพัฒนาแนวปฏิบัติและมาตรฐานทางพยานหลักฐานเฉพาะสำหรับการดำเนินคดีบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยให้ ส.ป.ก. จัดทำชุดพยานหลักฐานมาตรฐานสำหรับการดำเนินคดีประเภทนี้โดยเฉพาะอันประกอบด้วยแผนที่แสดงขอบเขตการดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินที่มีความถูกต้องแม่นยำสำหรับกระบวนการพิจารณาคดีความอาญา หนังสือรับรองสถานะสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ตามมาตรา 36 ทวิ และบันทึกสถานะที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยังไม่ได้มีการอนุญาตในที่ดินพิพาท ซึ่งรับรองโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติการประสานงานระหว่าง ส.ป.ก. กับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการให้ชัดเจน เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดได้จริงในทางปฏิบัติ ประการที่สองให้ปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาอนุญาตการใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่น ๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2536 โดยกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ยื่นคำขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อกิจการทางศาสนาแทนเอกชน พร้อมกำหนดกลไกการบูรณาการระหว่างสองหน่วยงานโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และประการที่สาม ควรทบทวนและเสริมประสิทธิภาพของระบบการตรวจสอบการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยนำเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 9 มาจัดสรรเพื่อเสริมประสิทธิภาพการตรวจสอบใน 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างฐานข้อมูลที่ดิน การตรวจสอบเชิงพื้นที่โดยสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครปฏิรูปที่ดิน (อสปก.) และการบังคับใช้กฎหมายโดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p> ฉัตตมาศ วิเศษสินธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3332 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3448 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3448 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3449 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3449 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 หน้าปกวารสาร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3445 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3445 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปกหลังวารสาร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3450 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3450 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 ส่วนหน้าวารสาร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3446 <p>-</p> รศ.ดร.อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3446 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3315 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาหลักการและแนวคิด ทฤษฎีของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาในประเทศไทย 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบททางสังคม เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญาให้เกิดประสิทธิผลและยั่งยืนในบริบทสังคมไทย </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักการและแนวคิด ทฤษฎีของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในคดีอาญา ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ทฤษฎีความละอายเชิงบูรณาการ (Theory of Reintegrative Shaming) และทฤษฎีการพรรณนาความรู้สึก (Narrative Theory) เป็นต้น 2) การประยุกต์ใช้ยุติธรรมสมานฉันท์ในคดีอาญายังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ขอบเขตของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญ กระบวนการมีความไม่สม่ำเสมอในแต่ละพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่เข้มแข็ง โดยประเทศไทยได้มีการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในคดีอาญา แต่อย่างไรก็แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice: RJ) จะถูกนำร่องใช้ในคดีอาญาหลายประเภทดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น รวมถึงการทดลองใช้ในบางพื้นที่ แม้จะเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยลดความขัดแย้ง เยียวยาผู้เสียหาย ลดภาระระบบคดี และเสริมสร้างความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด แต่การนำร่องในปัจจุบันยังเผชิญอุปสรรค ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายต่างประเทศ อาทิ ประเทศนิวซีแลนด์มีกฎหมาย Sentencing Act 2002 ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องพิจารณาการเข้าร่วมประชุมสมานฉันท์ การชดใช้ความเสียหาย และการแสดงความสำนึกผิดของผู้กระทำผิดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดโทษ ทำให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ไม่ใช่ทางเลือกส่วนตัวของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ แต่เป็นกลไกที่บูรณาการเข้าในระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการ และยังมีกฎหมายรองรับสิทธิผู้เสียหาย 3) ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบความยุติธรรมสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย (1) การบังคับใช้กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือ พบว่า ควรนำกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการนำกระบวนการยุติธรรมชุมชนมาใช้ทางปฏิบัติเพิ่มขึ้น โดยการใช้กฎหมายในการบริหารจัดการของฝ่ายบริหาร เช่น พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เป็นต้น (2) การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง พบว่า กฎหมายในปัจจุบันเอื้อต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่แล้ว เฉพาะในส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคก็ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เพิ่มมากขึ้น (3) การบัญญัติกฎหมายกลางเป็นการทั่วไป พบว่าแนวทางการออกกฎหมายแม่บทหรือ กฎหมายแกนกลาง เกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุน กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป</p> เมธาฎา บุญส่ง , นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3315 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการดำเนินงานของศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในการระงับข้อพิพาท เพื่ออำนวยความ ยุติธรรมให้แก่ประชาชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3379 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในประเทศไทย2) ศึกษาศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในการระงับข้อพิพาทเพื่ออำนวยความยุติธรรมตามกฎหมายประเทศไทยและต่างประเทศ และ 3) เสนอแนะแนวทางพัฒนารูปแบบและหลักเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ แล้วนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ยังประสบปัญหาหลายประการ ได้แก่ ปัญหาด้านโครงสร้างที่ขาดบทบัญญัติกำหนดระบบกำกับดูแลคุณภาพอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในการดำเนินงานระหว่างพื้นที่ รวมทั้งขาดกลไกบังคับใช้ข้อตกลงที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คู่กรณีขาดความศรัทธาต่อกระบวนการ นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ศูนย์ขาดสถานที่ เครื่องมือ เทคโนโลยี และค่าตอบแทนที่เหมาะสม 2) สหรัฐอเมริกา กำหนดให้ข้อตกลงการไกล่เกลี่ยมีผลบังคับโดยตรงโดยไม่ต้องฟ้องคดีใหม่ และมีระบบค่าตอบแทนผู้ไกล่เกลี่ยตามมาตรฐานวิชาชีพที่ชัดเจน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีกลไกทางกฎหมายที่กำหนดให้บันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ยระดับหมู่บ้านมีผลบังคับทันทีเมื่อคู่กรณีลงนาม และกำหนดให้การไกล่เกลี่ยเป็นขั้นตอนบังคับก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล สาธารณรัฐสิงคโปร์ มีระบบกำกับดูแลมาตรฐานที่เข้มแข็งผ่านองค์กรกลางอิสระ มีการรับรองวิชาชีพผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นระบบ และมีระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสม ทั้งสามประเทศล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> <p>ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) ด้านกฎหมาย ควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติกำหนดระบบกำกับดูแลคุณภาพของศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ กำหนดสถานะทางกฎหมายของศูนย์ให้เป็นนิติบุคคล และเพิ่มเติมงบประมาณสนับสนุนและค่าตอบแทนผู้ไกล่เกลี่ยโดยเฉพาะ (2) ด้านนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงบทบาทและประโยชน์ของศูนย์ไกล่เกลี่ย สร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจัดหน่วยไกล่เกลี่ยเคลื่อนที่เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางเลือกได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม</p> บัญชา ต้อตานา , นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3379 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3364 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ 2) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และ 3) เสนอแนวทางปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาค้นคว้าจากกฎหมายไทยและกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ พระราช บัญญัติแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ค.ศ. 2007 และพระราชบัญญัติเจ้าหน้าที่คุมประพฤติอาสาสมัคร ค.ศ. 1950 ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายที่รับรองบทบาทของชุมชนอย่างชัดเจนในการเฝ้าระวังผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์ ส่งผลให้การทำงานของอาสาสมัครและเครือข่ายชุมชนขาดความต่อเนื่องและงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ แตกต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่มีกฎหมายรองรับสถานะของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติอาสาสมัคร (Volunteer Probation Officer : VPO) และหน่วยงานเอกชน เช่น บ้านกึ่งวิถี และกลุ่มนายจ้างไว้อย่างเป็นระบบ ทำให้กระบวนการบูรณาการผู้กระทำผิดเข้าสู่สังคมมีประสิทธิภาพและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำได้จริง<strong> </strong></p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ ควรมีการตรากฎหมายเฉพาะว่าด้วยการฟื้นฟูและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดให้การป้องกันการกระทำผิดซ้ำเป็นภารกิจหลักด้านสวัสดิการสังคมและความปลอดภัยของชุมชน พร้อมทั้งสร้างระบบแรงจูงใจทางภาษีให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษ เพื่อสร้างความยั่งยืนในกระบวนการยุติธรรมชุมชนและการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม</p> วรรณพร อยู่สุข , นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3364 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขฟื้นฟูนักโทษระหว่างการพักโทษคดีอุกฉกรรจ์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3333 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับมาตราการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังระหว่างพักโทษ 2) เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังระหว่างพักโทษในประเทศไทย ระหว่างประเทศ และต่างประเทศ 3) เพื่อศึกษามาตราการทางกฎหมายการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังระหว่างพักโทษเพื่อไม่ให้หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัย และเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในการพักโทษในการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการจัดการกำกับดูแลผู้ต้องขังกรณีที่ได้รับพักโทษ ยังไม่มีมาตราการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังระหว่างการพักโทษที่ชัดเจน มีเพียงมาตรการที่กำหนดให้มีการติดตามรายงานของผู้พักโทษตามกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ.2562 ข้อที่ 50 เพียงเท่านั้น 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังระหว่างพักโทษในประเทศไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 ระเบียบของกรมคุมประพฤติเกี่ยวกับการพักโทษ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ระเบียบและหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ที่เกี่ยวกับการพักโทษ และพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 กฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติสำหรับมาตรการไม่ควบคุมตัว(กฎโตเกียว) และกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาประมวลกฎหมายอาญาแห่งรัฐเดลาแวร์ ลักษณะที่ 11 ว่าด้วยความผิดอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา (Delaware Criminal Code TITLE 11 Crimes and Criminal Procedure) บทที่ 43 สาธารณรัฐฝรั่งเศสประมวลกฎหมายอาญาสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Code penal) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Code de procédure pénale) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประมวลกฎหมายอาญาสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Strafgesetzbuch)</p> <p>ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขฟื้นฟูนักโทษระหว่างการพักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย (1) แก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ให้กำหนดเงื่อนไขภาคบังคับหลังพักโทษอย่างชัดเจนโดยในปัจจุบันระบบพักโทษของประเทศไทยเน้นการพิจารณาความประพฤติดีและการรายงานตัว แต่ยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนด “โปรแกรมฟื้นฟูภาคบังคับหลังปล่อยตัว” อย่างเป็นระบบ จึงควรแก้ไข พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยอาจเพิ่มหมวดเฉพาะเกี่ยวกับการบำบัดต่อเนื่องในชุมชนการเข้าร่วมโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูที่ยังไม่เสร็จสิ้นในเรือนจำ การประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัวเป็นเงื่อนไขบังคับ เป็นต้น (2) กำหนดให้ศาลมีบทบาทร่วมในคดีอุกฉกรรจ์ (1) สร้างแผนฟื้นฟูรายบุคคลก่อนปล่อยตัว (2) เพิ่มงบประมาณและบุคลากรกรมคุมประพฤติ การติดตามที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพออาจทำให้การดำเนินการพักพักโทษไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (3) การกำหนดนโยบายให้มีการล้างประวัติอาชญากรรม</p> ภวดล เพชรสร , อัคคกร ไชยพงษ์, นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3333 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 มาตรการกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมในคดีจำหน่ายยาเสพติด https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3391 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมในคดีจำหน่ายยาเสพติด 2) ศึกษาและเปรียบเทียบมาตรการกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมตามกฎหมายไทยและต่างประเทศ และ 3) เสนอแนวทางมาตรการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวิเคราะห์เอกสาร ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดสูงถึงร้อยละ 68.53 โดย ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดจำนวน 203,598 คน จากผู้ต้องขังทั้งสิ้น 282,445 คน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 กำหนดเพียงการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีเท่านั้น หาใช่มาตรการกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่ได้พิจารณาระดับความเป็นอันตรายของผู้ต้องขังแต่ละรายต่อสังคม และไม่มีกลไกศาลเข้าร่วมพิจารณา จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่า สหรัฐอเมริกาใช้ระบบกำหนดโทษจำคุกแบบแน่นอน (Determinate Sentencing) สาธารณรัฐฝรั่งเศสใช้ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัย (La période de sûreté) สูงสุด 22 ปี และสหราชอาณาจักรกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ (Minimum term) 15–25 ปี</p> <p>ผู้วิจัยเสนอให้บัญญัติ “ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม” ไว้ในกฎหมายอย่างชัดแจ้ง โดยให้ศาลมีอำนาจกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่ผู้ต้องขังไม่อาจพักโทษหรือปล่อยตัวก่อนกำหนดได้ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ คดีทั่วไป 10–15 ปี คดีรายใหญ่หรือผู้กระทำผิดซ้ำ 15–20 ปี และคดีที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม 20–25 ปี พร้อมกลไกให้ศาลกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้เมื่อผู้ต้องขังแสดงผลการแก้ไขฟื้นฟูอย่างแท้จริง มาตรการดังกล่าวจะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคม หลักความได้สัดส่วนของโทษ และหลักสิทธิมนุษยชน</p> ธนกฤต หนูแก้ว, นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3391 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การคุ้มครองสิทธิในสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนตามกฎหมายไทย https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3374 <p>สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านสิทธิมนุษยชนและการกำหนดหน้าที่ของรัฐในการจัดบริการสาธารณะ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและขอบเขตของสิทธิในสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน วิเคราะห์การคุ้มครองสิทธิดังกล่าวตามกฎหมายไทย และเสนอแนวทางพัฒนากลไกทางกฎหมายและนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ควบคู่กับการทบทวนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตเด็ก</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สิทธิในสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนเป็นสิทธิที่จะได้รับทั้งภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะจิตใจ การป้องกันและการส่งเสริมเชิงระบบ และการเข้าถึงบริการดูแลรักษาที่เหมาะสมตามวัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีขอบเขตของสิทธิยังครอบคลุมไปถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสุขภาพจิต แม้ระบบกฎหมายไทยจะมีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กในระดับหลักการ และมีกลไกบางส่วนในการคุ้มครองผู้มีปัญหาสุขภาพจิต แต่การรับรองสิทธิในสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนยังมีลักษณะกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ และยังไม่ถูกพัฒนาให้เป็นระบบสิทธิที่มีองค์ประกอบเชิงบรรทัดฐานและมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังพบช่องว่างเชิงโครงสร้างในด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา การบูรณาการระหว่างหน่วยงานของรัฐ และแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพจิตของเด็ก ซึ่งส่งผลให้การคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติยังไม่เป็นเอกภาพและไม่เสมอภาค</p> <p> ผู้เขียนได้เสนอให้มีการพัฒนากลไกทางกฎหมายเพื่อกำหนดองค์ประกอบของสิทธิในสุขภาพจิตของเด็กให้มีความชัดเจน กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของบริการในสถานศึกษา การสร้างระบบคัดกรองและการส่งต่อที่ตรวจสอบได้ รวมถึงการพัฒนากลไกบูรณาการระหว่างระบบการศึกษา การสาธารณสุข และสวัสดิการสังคม เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิในสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก</p> ชลีรัตน์ มเหสักขกุล , กฤษรัตน์ ศรีสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3374 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700