วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA <p><em><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม </strong></em></p> <p><em><strong><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3088-2532 (Online)</span></strong></em></p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม เป็นวารสารที่มุ่งส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม มีเป้าหมายในการเป็นแหล่งข้อมูลเชิงวิชาการที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์สำหรับนักวิจัย นักการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในวงการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ (Aims) และขอบเขต (Scope) ดังนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aims)</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อเป็นเวทีวิชาการสำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> <li>เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ใหม่ในมิติทางสังคมศาสตร์และกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scope)</strong></p> <ol> <li>การวิจัยในสาขาสังคมศาสตร์ เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาสังคม รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</li> <li>การศึกษาในด้านกฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม อาทิ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม อาชญาวิทยา การบังคับใช้กฎหมาย</li> <li>ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานด้านยุติธรรม</li> <li>การศึกษาเชิงเปรียบเทียบในระดับชาติและนานาชาติเกี่ยวกับระบบยุติธรรมและบริบททางสังคม</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (</strong><strong>Types of Articles)</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย (Research Articles)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Articles)</li> <li>บทความปริทัศน์ (Review Articles) </li> <li>บทความเชิงนโยบาย (Policy Articles) </li> <li>บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Reviews) </li> <li>กรณีศึกษา (Case Studies) </li> </ol> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (</strong><strong>Publication Frequency)</strong></p> <p>มีกำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยแต่ละฉบับประกอบด้วยบทความจำนวน 8 บทความ รวมทั้งสิ้น 32 บทความต่อปี โดยมีรายละเอียดกำหนดการ ดังนี้</p> <ol> <li>ฉบับที่ 1: มกราคม - มีนาคม </li> <li>ฉบับที่ 2: เมษายน - มิถุนายน </li> <li>ฉบับที่ 3: กรกฎาคม - กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4: ตุลาคม - ธันวาคม</li> </ol> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์หรือค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิชาการและการวิจัยให้กว้างขวาง และเพื่อส่งเสริมโอกาสทางวิชาการแก่ผู้เขียนทุกกลุ่ม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ผู้เขียนสามารถส่งบทความได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาจนถึงการตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม ใช้กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ (Peer Review) อย่างเข้มงวดก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยมีรายละเอียดดังนี้</p> <ol> <li>ใช้รูปแบบ Double-Blind Review ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความจะไม่ทราบชื่อกันและกัน เพื่อให้การประเมินเป็นกลาง ปราศจากอคติ และเน้นความถูกต้องเชิงวิชาการ</li> <li>บทความทุกเรื่องจะถูกตรวจสอบโดย ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำการประเมินบทความ คือ 3 คน</li> </ol> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร mr.akkakorn@gmail.com (Associate Professor Dr. Akkakorn Chaiyapong ) Supichapa.jaiyuan@gmail.com (Supichapa Jaiyuan) Mon, 29 Jun 2026 17:31:01 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปกหลังวารสาร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3836 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3836 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ข้อพิจารณาบางประการของสิทธิมนุษยชนและการพัฒนากระบวนการยุติธรรม ในสังคมไทย https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3653 <p>สิทธิมนุษยชนถือเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยและรัฐภายใต้หลักนิติธรรม โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และเสรีภาพของบุคคลทุกคน อันเป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิดและไม่อาจถูกพรากไปได้โดยอำเภอใจของรัฐ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาคมโลกได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและมีอิทธิพลต่อการพัฒนากฎหมายภายในของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย</p> <p> กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการยุติธรรมปราศจากหลักสิทธิมนุษยชน ย่อมอาจนำไปสู่การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ ดังนั้น หลักสิทธิมนุษยชนจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตและควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การจับกุม ควบคุมตัว สอบสวน พิจารณาคดี ตลอดจนการบังคับโทษ</p> <p> บทความนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนกับกระบวนการยุติธรรม โดยศึกษาหลักการสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ หลักนิติธรรม และบทบัญญัติของกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาความท้าทายของสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย นอกจากนี้ ยังศึกษาแนวทางในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการยึดมั่นในหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ทั้งนี้ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน</p> ณัฏฐณิชา ยิ้มซ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3653 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 หลักการสิ้นไปซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้อง (หลัก Verwirkung) ในกระบวนการยุติธรรมบาสเกตบอล https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3437 <p>บทความนี้มุ่งเน้นศึกษาหลักการสิ้นไปซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้อง (หลัก Verwirkung) ในกระบวนการพิจารณาข้อพิพาทของบาสเกตบอล โดยวิเคราะห์แนวคิดของหลักการนี้ที่ศาลอนุญาโตตุลาการบาสเกตบอล (ศาล BAT) เคยนำมาใช้และคำวินิจฉัยชี้ขาดที่เคยเกิดขึ้น บทความนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีความท้าทายทางกฎหมายปรากฎในกระบวนการพิจารณาข้อพิพาทของศาลอนุญาโตตุลาการบาสเกตบอล ศาล BAT มักจะนำหลักการนี้มาปรับใช้ ภายใต้การใช้หลักว่าด้วยความยุติธรรมและความเสมอภาค (หลัก ex aequo et bono) และหลักการของความสุจริต (หลัก bona fide) นั้นหมายความว่าเจ้าหนี้ (เช่น ผู้เล่น โค้ช หรือตัวแทน) อาจไม่สามารถเรียกร้องสิทธิจากลูกหนี้ (เช่น สโมสร) ได้ หากเจ้าหนี้เพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการใด ๆ เป็นระยะเวลานานเกินสมควร บทความนี้ยังได้ทบทวนคดีสำคัญล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเบื้องต้นของหลัก Verwirkung ในกระบวนการทางกฎหมายของศาล BAT และการประยุกต์ใช้หลักการนี้ รวมถึงคดีที่เป็นบรรทัดฐานของศาล BAT ด้วย การเน้นสาระสำคัญของบทความฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความสำคัญของหลัก Verwirkung ในการนำไปปรับใช้หลักดังกล่าวในทางปฏิบัติในกระบวนการพิจารณาข้อพิพาทของบาสเกตบอล</p> ปีดิเทพ อยู่ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3437 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3770 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการจัดการการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งและความเชื่อมโยงกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งศึกษาหลักการบริหารจัดการทรัพยากร การดูแลสุขภาพสัตว์ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเป็นระบบการผลิตที่อาศัยการปล่อยเป็ดหากินในพื้นที่นาและพื้นที่เกษตรหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารธรรมชาติ เช่น หอยเชอรี่ แมลง และวัชพืช ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิตและลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ขณะเดียวกัน การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ การจัดหาแหล่งน้ำสะอาด และการจัดการมูลเป็ดเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ระบบการเลี้ยงดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร สนับสนุนการจ้างงานในชุมชน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการจัดการการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งตามแนวทางที่เหมาะสมสามารถสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์ อันนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนในระยะยาว</p> สามารถ ศักดิ์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3770 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3838 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3838 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ส่วนหน้าวารสาร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3839 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3839 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 เทคโนโลยีกับการลงคะแนนเลือกตั้ง https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3451 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องระบบการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอ นิกส์ (EVM) ของประเทศอินเดีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์และบราซิล และศึกปัญหาและประโยชน์ระบบการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) เพื่อเสนอแนวแนะแนวทางการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ระเบียบวิธีวิจัยงานเอกสาร (Documentary Research) คือ กระบวนการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่นำมาวิจัยได้แก่ หนังสือตำรา บทความวิชาการ ตัวบทกฎหมาย บันทึกหรือสื่อดิจิทัล โดยคัดกรองความน่าเชื่อถือของเอกสาร และนำเอกสารมาวิเคราะห์และตีความเนื้อหาเพื่อสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย </p> <p>ผลจากการวิเคราะห์กฎหมายและเอกสารพบว่า ในต่างประเทศมีกฎหมายที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐใช้ระบบการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) ไว้อย่างชัดเจน ประโยชน์ของการนำระบบการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM)มาใช้พบว่าช่วยลดงบประมาณและประชาชนเข้าถึงการเลือกตั้งได้สะดวกมาขึ้น แต่กานำเทคโนโลยีมาใช้กลับพบปัญหาความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์และระบบซอฟท์แวร์ผิดพลาดในบางครั้ง</p> <p>งานวิจัยนี้เสนอให้ดำเนินการแก้ไขกรอบกฎหมายเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงทางอินเทอร์เน็ต โครงสร้าง เนื้อหา และขั้นตอนในการกำหนดข้อกำหนดทางกฎหมายและทางเทคนิคสำหรับการลงคะแนนเสียงทางอินเทอร์เน็ตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติที่ดี นอกจากนี้ควรพัฒนาทางเทคนิค องค์กร ความปลอดภัยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้ดำเนินงานให้เข้าใจเสียก่อน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าถึงมาตรฐานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแนวปฏิบัติที่ดีผ่านกระบวนการที่โปร่งใส</p> <p> </p> ปริญ อร่ามเรืองกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3451 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากฎหมายการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาด้านการป้องกันภัยพิบัติ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3714 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วงก่อนเกิดเหตุ รวมทั้งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและมาตรฐานสากล การวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเอกสารจากตัวบทกฎหมาย ตำรา งานวิจัย และเอกสารทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาสี่ประการในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ประการแรก ขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระหว่างภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติไม่มีความชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ลังเลที่จะดำเนินการเชิงรุกก่อนเกิดเหตุ ประการที่สอง มาตรา 21 ไม่กำหนดเกณฑ์การประเมินสถานการณ์ ระดับความรุนแรง และเงื่อนไขการใช้อำนาจที่ชัดเจน ส่งผลให้ขาดความแน่นอนในทางกฎหมาย ประการที่สาม โครงสร้างกฎหมายครอบคลุมเพียงระยะการตอบสนองฉุกเฉินเท่านั้น โดยปราศจากกลไกทางกฎหมายสำหรับระยะการป้องกัน การเตรียมความพร้อม และการฟื้นฟู และประการที่สี่ การดำเนินมาตรการป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุมีลักษณะเป็นเพียง "ดุลพินิจ" มิใช่ "หน้าที่ผูกพัน" จึงไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การวิเคราะห์กฎหมายลำดับรองยังพบว่าทั้งแผนปฏิบัติการระดับชาติ คู่มือปฏิบัติงาน ระเบียบการเงิน และแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด ล้วนขาดสภาพบังคับทางกฎหมายในการกำหนดหน้าที่ผูกพันแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรอบเซนไดเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ค.ศ. 2015–2030 พระราชบัญญัติมาตรการตอบโต้ภัยพิบัติพื้นฐาน ค.ศ. 1961 ของญี่ปุ่น และหลักความได้สัดส่วนของเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพควรกำหนดบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน แยกระดับสถานการณ์และอำนาจหน้าที่ตามความเหมาะสม บัญญัติหน้าที่เชิงบวกก่อนเกิดเหตุเป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย และวางกลไกคุ้มครองสิทธิประชาชนควบคู่กับการบริหารจัดการภัยพิบัติ </p> <p>ผู้วิจัยเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ใน 5 ประการ ได้แก่ (1) แก้ไขบทนิยาม "การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย" ให้ครอบคลุมทุกระยะ (2) เพิ่มหมวดว่าด้วยการเตรียมการก่อนเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุแยกต่างหาก (3) เพิ่มมาตราที่กำหนดเงื่อนไขการใช้อำนาจของผู้อำนวยการท้องถิ่นอย่างชัดเจน (4) ปรับนิยาม "สาธารณภัย" ให้เหมาะสมกับภารกิจขององค์กรพลเรือน และ (5) ปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้มีผลผูกพันทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานการจัดการภัยพิบัติสากล</p> พรไชย ริยาพันธ์ , นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3714 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ผู้มีอำนาจออกคำสั่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3535 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหากฎหมายในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจออกคำสั่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวน 2) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 3) หาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจออกคำสั่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวน วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ทั้งเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ตำรา กฎหมาย บทความวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และข้อมูลสืบค้นทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความน่าเชื่อถือ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณามีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คู่กรณีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีอาญา มีปัญหาทางกฎหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ปัญหาการตีความพฤติการณ์ของการกระทำความผิดไม่ร้ายแรง ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้ ส่งผลให้การใช้ดุลพินิจของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในแต่ละพื้นที่ขาดบรรทัดฐานเดียวกัน 2) ปัญหาการออกแบบระบบให้เป็นดุลพินิจโดยสมบูรณ์ ซึ่งเปิดช่องให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนสามารถลบล้างเจตนาของคู่กรณีที่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ และ 3) ปัญหาการขาดโต้แย้งดุลพินิจ กล่าวคือ กฎหมายมิได้ให้สิทธิแก่คู่กรณีในการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดุลพินิจของหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้แต่อย่างใด</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาตรา 44 โดยการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการมีดุลพินิจออกคำสั่งของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีอาญา เพื่อกำหนดพฤติการณ์ของการกระทำความผิดไม่ร้ายแรงเป็นบรรทัดฐาน และควรบัญญัติให้คู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลภายในกระบวนการยุติธรรม</p> เอกพล จุ้ยส่องแก้ว , นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3535 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการปรับพินัยในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3408 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาการปรับเป็นพินัยกับการดำเนินคดีอาญาภาษีสรรพสามิต 2. ศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัยและการดำเนินคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตของไทยและต่างประเทศ 3. เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัยและการดำเนินคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และเอกสารต่าง ๆ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในลักษณะพรรณนาความ เพื่อให้ได้แนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัยและการดำเนินคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. การปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ยังไม่เหมาะสมหรือได้สัดส่วนกับกรณีการลักลอบนำยาสูบเข้ามาในปริมาณมากและมีมูลค่าสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้กระทำผิดกลับมากระทำผิดซ้ำอีก 2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 3. ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีก ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย (1) ควรกำหนดบทลงโทษทางอาญา เพื่อให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่มีการกำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีการกำหนดบทลงโทษทางแพ่งในอัตราที่สูงควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมากระทำความผิดซ้ำ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) กรณีสินค้ามีมูลค่าสูงและมีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์โดยชัดแจ้ง ควรเพิ่มระดับค่าปรับเป็นพินัยตามมูลค่าสินค้าในลักษณะขั้นบันได เช่น สินค้ามูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท ปรับ 1–2 เท่าของภาษีที่หลีกเลี่ยง สินค้ามูลค่า 1–10 ล้านบาท ปรับ 3–5 เท่า และกรณีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท อาจพิจารณาใช้ทั้งโทษปรับเป็นพินัยและโทษทางอาญาร่วมกัน (2) ในกรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ควรกลับไปใช้โทษทางอาญา โดยกำหนดบทบัญญัติให้ผู้ที่เคยถูกลงโทษปรับเป็นพินัยแล้ว หากกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี ต้องถูกดำเนินคดีอาญา</p> สาธิต เทพทอง, นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3408 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางจัดการความขัดแย้งในชุมชนของคณะกรรมการหมู่บ้าน : กรณีศึกษาหมู่ที่ 4 บ้านชนแดน ตำบลชนแดน อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3482 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านชนแดน ตำบลชนแดน อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ศึกษาแนวทางจัดการความขัดแย้งของคณะกรรมการหมู่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านชนแดน ตำบลชนแดน อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญโดยวิธีเจาะจง จำนวน 6 ท่าน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นําหรือผู้แทนกลุ่มหรือองค์กรในหมู่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพและเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมกับการตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการแบบสามเส้า คือ (1) การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล และ (2) การตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คณะกรรมการหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาและจัดการความขัดแย้งภายในชุมชน โดยใช้กระบวนการทั้งเชิงป้องกันและเชิงแก้ไขร่วมกันในด้านการป้องกันอาชญากรรม โดยการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอำเภอในการออกตรวจตราพื้นที่เสี่ยงและแหล่งมั่วสุม การประสานกับผู้ปกครองให้ช่วยดูแลบุตรหลานและเป็นหูเป็นตาในชุมชน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติดแก่ประชาชน 2) แนวทางจัดการความขัดแย้งของคณะกรรมการหมู่บ้าน คือ การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการหมู่บ้านร่วมและผู้นำร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการไกล่เกลี่ยและสร้างความเข้าใจร่วมกันในชุมชนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพ</p> <p>ข้อเสนอแนะในการจัดการความขัดแย้งในชุมชน ได้แก่ การจัดการประชุมประจำหมู่บ้าน เพื่อพูดคุยและหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาภายในชุมชนร่วมกัน เน้นเสริมสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมในชุมชน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความมั่นคงในชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p> อรปรียา มีมั่งคั่ง , อภินันท์ ทะสุนทร , ณัฐวุฒิ สุทธิประภา , สุกาญดา ทองคำ , สุวนิตย์ เทศนวน , อุไรวรรณ ศรีนารางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3482 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3840 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3840 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3835 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3835 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 กองบรรณาธิการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3842 <p>-</p> อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3842 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700