วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA
<p><em><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม </strong></em></p> <p><em><strong><span class="a_GcMg font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3088-2532 (Online)</span></strong></em></p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม เป็นวารสารที่มุ่งส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม มีเป้าหมายในการเป็นแหล่งข้อมูลเชิงวิชาการที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์สำหรับนักวิจัย นักการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในวงการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ (Aims) และขอบเขต (Scope) ดังนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aims)</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อเป็นเวทีวิชาการสำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> <li>เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ใหม่ในมิติทางสังคมศาสตร์และกระบวนการยุติธรรม</li> <li>เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scope)</strong></p> <ol> <li>การวิจัยในสาขาสังคมศาสตร์ เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาสังคม รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</li> <li>การศึกษาในด้านกฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม อาทิ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม อาชญาวิทยา การบังคับใช้กฎหมาย</li> <li>ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานด้านยุติธรรม</li> <li>การศึกษาเชิงเปรียบเทียบในระดับชาติและนานาชาติเกี่ยวกับระบบยุติธรรมและบริบททางสังคม</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (</strong><strong>Types of Articles)</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย (Research Articles)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Articles)</li> <li>บทความปริทัศน์ (Review Articles) </li> <li>บทความเชิงนโยบาย (Policy Articles) </li> <li>บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Reviews) </li> <li>กรณีศึกษา (Case Studies) </li> </ol> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (</strong><strong>Publication Frequency)</strong></p> <p>มีกำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ โดยแต่ละฉบับประกอบด้วยบทความจำนวน 8 บทความ รวมทั้งสิ้น 32 บทความต่อปี โดยมีรายละเอียดกำหนดการ ดังนี้</p> <ol> <li>ฉบับที่ 1: มกราคม - มีนาคม </li> <li>ฉบับที่ 2: เมษายน - มิถุนายน </li> <li>ฉบับที่ 3: กรกฎาคม - กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4: ตุลาคม - ธันวาคม</li> </ol> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์หรือค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิชาการและการวิจัยให้กว้างขวาง และเพื่อส่งเสริมโอกาสทางวิชาการแก่ผู้เขียนทุกกลุ่ม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ผู้เขียนสามารถส่งบทความได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาจนถึงการตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม ใช้กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ (Peer Review) อย่างเข้มงวดก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยมีรายละเอียดดังนี้</p> <ol> <li>ใช้รูปแบบ Double-Blind Review ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความจะไม่ทราบชื่อกันและกัน เพื่อให้การประเมินเป็นกลาง ปราศจากอคติ และเน้นความถูกต้องเชิงวิชาการ</li> <li>บทความทุกเรื่องจะถูกตรวจสอบโดย ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำการประเมินบทความ คือ 3 คน</li> </ol>
Medical law professional and wellness association
th-TH
วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
3088-2532
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
ส่วนหน้าวารสาร
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4353
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
-
ปกหลังวารสาร
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4359
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
-
กองบรรณาธิการ
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4354
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
-
การพัฒนาอำนาจและการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในด้านการวินิจฉัยคดีให้มีความโปร่งใสและรวดเร็ว
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3985
<p>การดำเนินการของคณะกรรมการมักมีเกิดคำวิพากวิจารณ์ในประเด็นความล่าช้าและความไม่โปร่งใส งานวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเอกสารที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร บทความ บันทึก สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน คือ การนำเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยในการเปิดข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ</p> <p>นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานจะช่วยให้การสืบสวนและการวินิจฉัยคำร้องทุจริตดำเนินการได้เร็วขึ้น อาทิเช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์และการจัดการหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตการเลือกตั้ง</p>
ปริญ อร่ามเรืองกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
1
14
-
มาตรการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/3989
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหา แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับกระบวนการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด 2. เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังติดตามผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดของประเทศไทยและต่างประเทศ 3. เพื่อศึกษามาตรการและเสนอแนวทางการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติทางกฎหมายที่กำหนดมาตรการเฝ้าระวังติดตามและดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ภายหลังพ้นกระบวนการบำบัดหรือพ้นโทษแล้ว กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับกระบวนการบำบัดในระยะเริ่มต้นหรือระหว่างการดำเนินคดีเป็นหลัก แต่ยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนรองรับการติดตามผลในระยะยาว อาทิ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ การกลับคืนสู่สังคม หรือการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ ยังปรากฏปัญหาการขาดการบูรณาการระหว่างกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานสาธารณสุข และชุมชน โดยแต่ละภาคส่วนดำเนินการภายใต้บทบาทหน้าที่ของตนอย่างแยกส่วน กระบวนการยุติธรรมมุ่งเน้นการควบคุม บังคับใช้กฎหมาย และการลงโทษ ขณะที่ภาคสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการรักษาและบำบัดทางการแพทย์ ส่วนชุมชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง สนับสนุน และฟื้นฟูทางสังคม กลับไม่ได้รับการกำหนดบทบาทอย่างชัดเจนในเชิงกฎหมาย ซึ่งผลจากการไม่มีกลไกบูรณาการดังกล่าว ทำให้การดูแลผู้ผ่านการบำบัดขาดความต่อเนื่อง ผู้ผ่านการบำบัดจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิมโดยปราศจากการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับไปกระทำผิดซ้ำ หรือกลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิม อันสะท้อนให้เห็นว่าระบบกฎหมายไทยยังมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในลักษณะเฉพาะหน้า มากกว่าการแก้ไขเชิงโครงสร้างและเชิงป้องกันในระยะยาว 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้น นอกจากนี้จะได้ศึกษามาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา พระราชบัญญัติป้องกันและควบคุมการใช้ยาเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับการคุมประพฤติ ตามประมวลกฎหมายสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร พระราชบัญญัติกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ค.ศ. 2003 พระราชบัญญัติการฟื้นฟูผู้กระทำผิด ค.ศ. 1974 และ 3) ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ควรปรับปรุงบทบัญญัติในประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ให้กำหนดกลไกการเฝ้าระวังติดตามภายหลังการบำบัดไว้โดยชัดแจ้ง 2. ควรกำหนดระบบการประเมินความเสี่ยงและการติดตามผู้ผ่านการบำบัดเป็นรายบุคคล โดยแบ่งระดับความเสี่ยงของผู้ผ่านการบำบัดออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบและระยะเวลาการติดตามให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและโอกาสในการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ 3. ควรบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบเดียวกัน โดยเชื่อมโยงบทบาทของสำนักงานคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคประชาสังคม 4. ควรพัฒนาศักยภาพและบทบาทของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ติดตาม ดูแล และฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
สุริยา คงอินทร์
นิรมล ยินดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
15
36
-
บทบรรณาธิการ
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4356
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
-
ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: โอกาส ความเสี่ยง และกรอบการกำกับดูแล
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4046
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสในการนำปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะกับความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อสิทธิ ความเสมอภาค ความโปร่งใส และความรับผิดทางปกครอง รวมถึงสังเคราะห์แนวทางกำกับดูแลจากเอกสารวิชาการ กฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอกรอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและคุณค่าสาธารณะ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การจัดการคำร้อง การให้ข้อมูลประชาชน การคาดการณ์ความต้องการบริการ การวางแผนจัดเก็บขยะ การเฝ้าระวังภัยพิบัติ และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้มีความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนและอคติของข้อมูล การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ความไม่โปร่งใส การพึ่งพาผู้ขาย การโจมตีทางไซเบอร์ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และการใช้ผลลัพธ์ของระบบแทนดุลพินิจของเจ้าหน้าที่โดยขาดการตรวจสอบ ทั้งนี้ กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเป็นกระบวนการกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของระบบ โดยบทความเสนอกรอบกำกับดูแล 6 ขั้น ได้แก่ การจัดทำบัญชีระบบและกำหนดวัตถุประสงค์ การจัดระดับความเสี่ยง การประเมินฐานกฎหมายและผลกระทบ การอนุมัติและจัดสรรความรับผิด การใช้งานภายใต้การกำกับของมนุษย์ และการตรวจสอบ อุทธรณ์ และปรับปรุง</p> <p> ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์กับภารกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ และกำหนดมาตรการกำกับดูแลให้เข้มข้นตามระดับผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ควรส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันในระดับจังหวัดหรือเครือข่ายท้องถิ่น กำหนดเงื่อนไขด้านคุณภาพข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย และการตรวจสอบไว้ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้ง ต้องมีบุคคลรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของระบบอย่างชัดเจน โดยไม่ควรใช้ระบบอัตโนมัติเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายในเรื่องที่กระทบต่อสิทธิ สวัสดิการ ใบอนุญาต โทษ หรือภาระของประชาชน เพื่อให้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มสมรรถนะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควบคู่กับการคุ้มครองหลักนิติธรรมและความไว้วางใจของประชาชน</p>
บูรพา สว่างสุข
ฉาง-เหลียง เย่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
37
51
-
จากผู้รับผลกระทบสู่ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย: บทบาทของชุมชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4051
<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์บทบาทของชุมชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย โดยตั้งคำถามว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนควรถูกออกแบบอย่างไรจึงจะก้าวพ้นสถานะผู้รับข้อมูลหรือผู้รับผลกระทบไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดนโยบาย การศึกษาใช้การสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการ กฎหมาย แผนและนโยบายของรัฐ ตลอดจนรายงานขององค์การระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความเป็นธรรมทางพลังงาน 3 มิติ ได้แก่ ความเป็นธรรมในการกระจาย ความเป็นธรรมเชิงกระบวนการ และความเป็นธรรมด้านการยอมรับ ประกอบกับบันไดการมีส่วนร่วมของพลเมืองและแนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มพลังงานสะอาดอาจสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ต้นทุนและผลประโยชน์ไม่ได้กระจายอย่างเสมอกัน ชุมชนที่อยู่ใกล้โครงการอาจรับภาระด้านที่ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีชีวิต และค่าครองชีพ ขณะที่แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กลไกตามกฎหมายไทยรับรองสิทธิชุมชน การรับฟังความคิดเห็น และการประเมินผลกระทบหลายส่วน แต่การมีส่วนร่วมยังมักเกิดเมื่อกรอบนโยบาย เทคโนโลยี หรือที่ตั้งโครงการถูกกำหนดไว้มากแล้ว จึงเหลือพื้นที่จำกัดสำหรับการเสนอทางเลือกและการต่อรองเงื่อนไข</p> <p>บทความเสนอ “วงจร 5 สิทธิของชุมชน” ประกอบด้วย สิทธิรับรู้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจ สิทธิเสนอทางเลือกก่อนเกิดข้อผูกพัน สิทธิร่วมกำหนดเงื่อนไขและการแบ่งปันผลประโยชน์ สิทธิติดตามตรวจสอบ และสิทธิขอทบทวนกับเยียวยา วงจรดังกล่าวเชื่อมการมีส่วนร่วมเข้ากับอำนาจตัดสินใจ ความรับผิดของรัฐและเอกชน และการเรียนรู้ตลอดอายุโครงการ ข้อเสนอสำคัญคือให้ประเมินผลกระทบด้านความเป็นธรรมตั้งแต่ระดับแผน เปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่ประชาชนใช้ได้ จัดสรรทรัพยากรสนับสนุนการมีส่วนร่วมของกลุ่มเปราะบาง สร้างทางเลือกด้านความเป็นเจ้าของและการแบ่งปันผลประโยชน์แก่ชุมชน และจัดให้มีกลไกอุทธรณ์ที่เป็นอิสระ การเปลี่ยนผ่านจะเป็นธรรมเมื่อชุมชนมีอำนาจร่วมกำหนดว่าโครงการใดควรเกิด ที่ใด ภายใต้เงื่อนไขใด และใครต้องรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย</p>
ชัชพงศ์ ภาคเดช
ผกาทิพย์ สุวรรณโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
52
65
-
ผู้นำท้องถิ่นกับการจัดการสาธารณภัย: ถอดบทเรียนจากอุทกภัยจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2568
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4023
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ถอดบทเรียนบทบาทและสมรรถนะของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดการสาธารณภัย จากอุทกภัยจังหวัดสงขลาระหว่างวันที่ 19–28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน 635,423 คน ใน 16 อำเภอ โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารจำนวน 37 รายการ ประกอบด้วยรายงานและข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 รายการ รายงานข่าวและบทวิเคราะห์เชิงนโยบาย 7 รายการ กฎหมายและเอกสารนโยบาย 5 รายการ และงานวิชาการ 22 รายการ ใช้แนวคิดภาวะผู้นำในวิกฤตเป็นกรอบหลักวิเคราะห์ตามระยะของภัยพิบัติ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้นำท้องถิ่นมีจุดแข็งในการระดมชุมชนและอาสาสมัคร แต่ยังมีจุดอ่อนเชิงระบบ 4 ประการ ได้แก่ ข้อมูลพยากรณ์ล่วงหน้าไม่ถูกแปลงเป็นการปฏิบัติ การแจ้งเตือนล่าช้า การสั่งการขาดเอกภาพ และท้องถิ่นขาดอำนาจและทรัพยากรในการตัดสินใจระยะแรก</p> <p>บทความเสนอแนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้นำ อปท. 5 มิติ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางแผน 2) การสื่อสารและการจัดการข้อมูล 3) การบัญชาการและการตัดสินใจ 4) การประสานงานเครือข่าย และ 5) ธรรมาภิบาลและการเรียนรู้ ผลการศึกษานำไปใช้กำหนดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารท้องถิ่น เกณฑ์เริ่มปฏิบัติการล่วงหน้าเมื่อมีคำเตือน การปรับบทบาทส่วนกลางและท้องถิ่นในการสั่งการช่วงแรกของภัยพิบัติ และกลไกเรียนรู้หลังเหตุการณ์ในทุก อปท.</p>
สุธีญา พรหมมาก
ธนัญชกร ปกิตตาวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
66
92
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4004
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ 2) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ในการสร้างความเป็นธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในสังคมไทย โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสารจากแนวคิด ทฤษฎี หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงเนื้อหา ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมในสังคมสมัยใหม่มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการค้นหาผู้กระทำผิดและการกำหนดบทลงโทษ แต่ยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียหาย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ และการสร้างความสงบสุขในสังคม โดยแนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด และชุมชนในการจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากการกระทำความผิด ซึ่งการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทยควรเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางจริยธรรม โดยเฉพาะหลักพุทธธรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลักพุทธธรรม ได้แก่ พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 อริยสัจ 4 และหลักเมตตากรุณา สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้อย่างเป็นระบบ โดยพรหมวิหาร 4 ช่วยส่งเสริมทัศนคติของผู้เกี่ยวข้องให้มีเมตตา กรุณา ความเข้าใจ และลดการมุ่งแก้แค้น สังคหวัตถุ 4 ช่วยส่งเสริมการสื่อสาร การประสานความสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง อริยสัจ 4 สามารถใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของความขัดแย้ง และแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ส่วนหลักเมตตากรุณาช่วยส่งเสริมการเยียวยาทางจิตใจ การให้อภัย และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด และชุมชน อันนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูความเสียหายควบคู่กับการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม</p> <p>องค์ความรู้ใหม่จากการศึกษา คือ “B-R-J Model (Buddhist Restorative Justice Model)” ซึ่งเป็นรูปแบบการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Buddhist Mindset การสร้างจิตสำนึกแห่งเมตตา กรุณา และความเข้าใจ 2) Restorative Dialogue การสื่อสารและการสนทนาเพื่อสร้างความเข้าใจ การยอมรับความเสียหาย และการให้อภัย 3) Justice Restoration การฟื้นฟูและเยียวยาผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด และชุมชน และ 4) Social Harmony การสร้างความสมานฉันท์ ความสงบสุข และความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน โดย B-R-J Model สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย</p>
พระครูสุนทร ประสิทธิธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
93
108
-
หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์กับการบังคับให้พระภิกษุสละสมณเพศ ก่อนคดีถึงที่สุด : วิเคราะห์ตามหลักนิติธรรมและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4003
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์กับการบังคับให้พระภิกษุสละสมณเพศก่อนคดีอาญาถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยศึกษาหลักกฎหมายไทย หลักพระธรรมวินัย หลักนิติธรรม หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบของการใช้มาตรการดังกล่าวต่อสิทธิของพระภิกษุและต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แม้มาตรการให้พระภิกษุสละสมณเพศก่อนคดีถึงที่สุดมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของคณะสงฆ์และรักษาความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา แต่การใช้มาตรการที่ส่งผลให้พระภิกษุสูญเสียสถานภาพแห่งสมณเพศก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด อาจก่อให้เกิดข้อพิจารณาเกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลักความได้สัดส่วน และหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่าพระภิกษุไม่มีความผิด ซึ่งกฎหมายไทยยังขาดกลไกเฉพาะในการฟื้นฟูสถานะและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น</p> <p> ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ การปรับปรุงกฎหมายควรมุ่งสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองพระพุทธศาสนากับการคุ้มครองสิทธิของพระภิกษุ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจที่ชัดเจนและพัฒนากลไกการเยียวยาที่เหมาะสม อันจะช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมในสังคมประชาธิปไตย</p>
พระมหาอำนาจ อจฺฉริยเมธี ดีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
109
122
-
บทสะท้อนหลักการใหม่ภายใต้ระเบียบของฟีฟ่าว่าด้วยสถานะและการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสร 2027
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4021
<p>ระเบียบว่าด้วยสถานะและการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสร (ระเบียบ RSTP) เพื่อควบคุมระบบการโอนย้ายผู้เล่นระหว่างประเทศของสหพันธ์กีฬาฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ฉบับล่าสุด ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2027 ฟีฟ่าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการฟุตบอลที่เกี่ยวข้อง เช่น สหพันธ์นักฟุตบอลนานาชาติ (สหพันธ์ FIFPRO) สมาคมสโมสรกีฬาฟุตบอลยุโรป (สมาคม EFC) และสมาคมลีกกีฬาฟุตบอลโลก (สมาคม WLA) ได้เสนอมาตรการกำกับดูแลชุดใหม่ นำไปสู่ความทันสมัยและทำให้ระบบการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสรมีความง่ายขึ้น เพื่อตอบสนองต่อเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายของผู้ทำงานในวงการฟุตบอล รวมทั้งสิทธิการจ้างงานขั้นพื้นฐานในกีฬาฟุตบอลให้เป็นไปตามกฎหมายสหภาพยุโรป และมาตรฐานแรงงานกีฬา โดยอ้างอิงจากคำพิพากษาในคดี Diarra ของศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (ศาล CJEU) ที่นำไปสู่การยุติความรับผิดร่วมกันอย่างเด็ดขาดตามสัญญาในกรณีที่มีการละเมิดสัญญา และจัดตั้งแพลตฟอร์มการเจรจาทางสังคมร่วมกัน ระเบียบ RSTP ใหม่ของ FIFA ยังรวมถึงชุดของระเบียบที่บังคับใช้ต่อสิทธิทางเศรษฐกิจของนักกีฬาฟุตบอลโดยตรง ในการได้รับส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมการโอนย้ายข้ามสโมสรอย่างถาวร ตลอดจนระเบียบหลักเพื่อใช้สานต่อแนวคิดเรื่องเสถียรภาพของสัญญา ซึ่งเคยถูกนำมาใช้น้อยกว่าที่ผู้คนในวงการกีฬาฟุตบอลคาดหวังเอาไว้ บทความฉบับนี้สรุปสาระสำคัญของระเบียบ RSTP 2027 ที่สร้างหลักประกันว่าระบบการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสรเป็นไปอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล อีกทั้ง ยังปกป้องสิทธิของนักกีฬาฟุตบอล โดยมีข้อกำหนดในเรื่องส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสร ที่ประกันว่านักกีฬาฟุตบอลที่มีรายได้น้อย ก็พึงได้รับค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ การห้ามโดดเดียวนักกีฬาฟุตบอลถออกจากทีมอย่างไม่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงความรับผิดฐานฝ่าฝืนข้อสัญญา ด้วยการยุติให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดร่วมกันโดยอัตโนมัติ ด้วยมีข้อวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้อำนาจของฟีฟ่าและการตรวจสอบการใช้อำนาจอิสระของตัวฟีฟ่าเองในการควบคุมกีฬาฟุตบอลทั่วทุกมุมโลกที่มากขึ้น บทความนี้จึงกล่าวถึงการแทรกแซงของฟีฟ่าต่อการควบคุมสโมสรกีฬาฟุตบอลในรูปแบบดั้งเดิม ผ่านการวางกฎระเบียบเพื่อจำกัดเสรีภาพในการทำสัญญาในฐานะหลักการพื้นฐานตามกฎหมายเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการใช้อำนาจควบคุมทางเศรษฐกิจของฟีฟ่าจะยังคงให้ประโยชน์ต่อวงการกีฬาฟุตบอลระดับโลกต่อไป บทความนี้นำเสนอภาพรวมในมิติต่างๆ ภายใต้ระเบียบ RSTP 2027 บทความนี้ยังกล่าวถึงการปฏิรูประบบการโอนย้ายนักกีฬาฟุตบอลข้ามสโมสรที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการบังคับใช้ของระเบียบฉบับนี้ อีกทั้งยังสำรวจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอย่างเสรี รวมไปถึงนำเสนอข้อเสนอแนะในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของ FIFA บทความนี้ให้ข้อสรุปว่า ประโยชน์ต่อวงการกีฬาฟุตบอลของระเบียบ RSTP 2027 นั้น ยังเน้นให้เกิดการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ของนักกีฬาฟุตบอลและสโมสรกีฬาฟุตบอลอย่างเหมาะสม</p>
ปีดิเทพ อยู่ยืนยง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการบริหารงานยุติธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
123
140
-
สารบัญ
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4357
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
-
คำแนะนำสำหรับผู้เขียน
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/JISSJA/article/view/4358
<p>-</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
141
148