https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/issue/feed วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา 2026-06-01T13:48:47+07:00 พระมหาภราดร ภูริสฺสโร, ผศ.ดร. /Ven. Asst. Prof. Dr. Phramaha Pharadon Bhurissaro jlcs@mcu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษาเป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการคุณภาพสูงในสาขาภาษาและภาษาศาสตร์ วรรณกรรมและทฤษฎีวรรณคดี การสื่อสาร วัฒนธรรมศึกษา และศาสนศึกษา รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วารสารมุ่งเป็นเวทีสหวิทยาการสำหรับคณาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประเด็นร่วมสมัยที่สร้างคุณค่าต่อวงวิชาการและสังคมโดยรวม<br /> วารสารเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในหัวข้อดังต่อไปนี้<br /><strong> </strong><strong>ภาษาและภาษาศาสตร์: </strong>ภาษา การเรียนและการสอนภาษา การพัฒนาทักษะทางภาษา ภาษาศาสตร์ทั่วไป ภาษาศาสตร์ประยุกต์ ภาษาศาสตร์สังคม ภาษาศาสตร์จิตวิทยา ภาษาศาสตร์คลังข้อมูล การแปล และการวิเคราะห์วาทกรรม<br /><strong> </strong><strong>วรรณกรรมและทฤษฎีวรรณคดี: </strong>วรรณกรรมคลาสสิก วรรณกรรมร่วมสมัย วรรณกรรมเปรียบเทียบ วรรณคดีวิจารณ์ การเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม วรรณกรรมในสื่อร่วมสมัย และวรรณกรรมดิจิทัล<br /><strong> </strong><strong>การสื่อสาร: </strong>การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การสื่อสารดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์วาทกรรมในสื่อ และการใช้ภาษาในการสื่อสารเชิงวัฒนธรรม<br /><strong> </strong><strong>วัฒนธรรมศึกษา: </strong>มรดกทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กระบวนการโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมดิจิทัล วัฒนธรรมสื่อออนไลน์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม<br /><strong> </strong><strong>ศาสนศึกษา: </strong>ความเชื่อ ศรัทธา ปรัชญา พิธีกรรม ศาสนาเปรียบเทียบ ศาสนากับวัฒนธรรม การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติต่าง ๆ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา บทบาทของศาสนาในสังคมร่วมสมัย และศาสนาในสื่อดิจิทัล<br /><strong> </strong><strong>สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง: </strong>สาขาย่อยของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมศึกษา เช่น การศึกษา ประวัติศาสตร์ เป็นต้น</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ <br /></strong>วารสารออกเผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ (ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป)<strong><br /></strong> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3339 A LINGUISTIC ANALYSIS OF STATE EXPECTATIONS AND BUDDHIST ETHICS IN THAI ENGLISH CIVICS TEXTBOOKS: A MODALITY PERSPECTIVE 2026-03-02T11:10:26+07:00 Thirathon Panupiboonwat thirathon.pan@mcu.ac.th <p><span class="fontstyle0">In the contemporary Thai educational context, English-Medium Instruction (EMI) is often regarded as a form of symbolic capital that provides access to global educational and professional opportunities. However, its broader role in shaping civic perspectives, moral values, and social expectations within educational discourse remains relatively underexplored. This academic article discusses the discursive construction of the concept of the “quality citizen” in the Civics, Culture, and Living textbook series used in Thai lower secondary education, particularly within English-medium learning contexts. Drawing on Systemic Functional Linguistics (SFL) and Critical Discourse Analysis (CDA), the discussion explores how modality functions as a linguistic resource for expressing obligation, recommendation, and possibility in civic and moral discourse. Particular attention is given to the relationship between modal expressions, civic expectations, and Buddhist ethical principles embedded in Thai educational materials. The article argues that high modality tends to frame civic responsibilities as explicit obligations, while medium and low modality contribute to moral guidance, self-regulation, and representations of achievable social conduct. Through critical academic discussion, this article highlights how linguistic choices in educational discourse may contribute to shaping learners’ understanding of citizenship, ethical responsibility, and socially valued behavior in contemporary Thai society.</span></p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3365 การจัดการความรู้ทางวัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้า บ้านไฮตาก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย 2026-03-14T00:49:41+07:00 ไทยโรจน์ พวงมณี thai-roj@hotmail.com พรกมล ระหาญนอก thai-roj@hotmail.com คชสีห์ เจริญสุข thai-roj@hotmail.com จีรภา คงสุข thai-roj@hotmail.com สมฤทัย นาราศี thai-roj@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้าของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย อำเภอภูเรือ และชุมชนร่วมจัดประชุมระดมความคิดเห็นตามความต้องการของชุมชนเพื่อค้นหาองค์ความรู้วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้าสำหรับนำไปใช้เป็นข้อมูลการวางแผนการพัฒนาพื้นที่และการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ใช้แนวคิดการจัดการความรู้ แนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชน แนวคิดคติชนสร้างสรรค์และประเพณีประดิษฐ์ในการศึกษา ส่วนวิธีการจัดการความรู้ทางวัฒนธรรมใช้กระบวนการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมระบุวิธีการค้นหาองค์ความรู้ การแสวงหาปราชญ์ท้องถิ่น การระบุคุณสมบัติผู้เข้าร่วมจัดการความรู้ การระบุขั้นตอนและกระบวนการจัดการความรู้วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้า ผลการจัดการความรู้วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้า พบว่า วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้าเป็นประเพณีประดิษฐ์ที่ชุมชนสร้างขึ้นมาหนุนเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเลย ผู้เข้าร่วมประชุมลงความเห็นว่าวัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้าอยู่ในขอบเขตภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมเฉพาะของอำเภอภูเรือที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรกับวิถีชีวิตและประเพณีท้องถิ่น ส่วนการจัดการความรู้วัฒนธรรมประเพณีผีบุ้งเต้าใช้กระบวนการมีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรม 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการบ่งชี้ความรู้ ร่วมคิดหาแหล่งสืบค้นข้อมูล เช่น ตัวผู้ใหญ่บ้าน ปราชญ์ท้องถิ่น กลุ่มจัดการท่องเที่ยว โดยแบ่งปันรายละเอียดข้อมูลที่ฝังลึกในตัวเอง ตามทัศนคติของแต่ละคน 2) ขั้นการสร้างความรู้ ผู้เข้าร่วมจัดการความรู้กำหนดประเด็นหัวข้อองค์ความรู้ และร่วมกับเรียบเรียงความรู้ให้เป็นระบบ 3) ขั้นการจัดเก็บและเข้าถึงความรู้ ผู้เข้าร่วมจัดการความรู้ให้แนวคิดว่าควรบันทึกผ่านการพิมพ์เป็นเอกสาร หนังสือ และสร้างฐานข้อมูลระดับอำเภอและตำบล 4) ขั้นการเผยแพร่ ผู้เข้าร่วมจัดการความรู้ให้แนวทางการเผยแพร่ไปยังสถาบันการศึกษา ชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยงานการท่องเที่ยว และ 5) ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ ผู้เข้าร่วมจัดการความรู้ได้นำข้อมูลไปใช้สื่อสารการท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และการวางแผนจัดการท่องเที่ยว</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3411 การเรียนภาษาไทยกับการพัฒนาจรณทักษะ (Soft Skills) สำหรับนิสิตต่างประเทศ: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2026-04-01T18:00:12+07:00 โกศล มาดี kosol.mad@gmail.com กิตติพงศ์ มีสด kittipong.mee@mcu.ac.th พงศธร คลังสอน kosol.mad@mcu.ac.th <p>การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และคุณธรรม ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 ที่กำหนดคุณลักษณะบัณฑิตสอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการปรับตัวสู่สังคมโลก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนา ได้ส่งเสริมการพัฒนานิสิตทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มีสมรรถนะทางวิชาการควบคู่คุณธรรมและจรณทักษะ ที่จำเป็นต่อสังคมพหุวัฒนธรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการเรียนภาษาไทยในการพัฒนาจรณทักษะ ของนิสิตต่างประเทศ ผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และกรณีศึกษาพบว่า การเรียนภาษาไทยช่วยเสริมจรณทักษะ หลายด้าน ได้แก่ (1) การสื่อสาร เพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการเรียนและการเข้าสังคม (2) การทำงานร่วมกัน ผ่านกิจกรรมกลุ่มและการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (3) การปรับตัว จากการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยและสภาพสังคมใหม่ และ (4) การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและชุมชน การเรียนภาษาไทยในบริบทมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงมิใช่เพียงการพัฒนาทักษะภาษา แต่เป็นกระบวนการบูรณาการจรณทักษะที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในโลกยุคดิจิทัล</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3382 ภาพสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมเวียดนามในวรรณกรรมเรื่องปลายฤดูแห่งความงาม “Cuối Mùa Nhan Sắc” 2026-03-12T02:11:07+07:00 สาธิต ทรงทรัพย์ sathit.s@rmutp.ac.th ปริญญา ฉิมบรรเลง chimbanlangparinya@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพสะท้อนทางสังคมและวัฒนธรรมเวียดนามในเรื่องสั้น Cuối Mùa Nhan Sắc ของ เหงวียน หง็อก ตือ (Nguyễn Ngọc Tư) โดยมุ่งวิเคราะห์ผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบย้อนเวลา (flashback) ซึ่งเป็นกลไกในการเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน ผลการศึกษาพบว่า เรื่องสั้นดังกล่าวนำเสนอภาพสังคมเวียดนามผ่านสามช่วงเวลา ได้แก่ (1) ช่วงก่อนสงครามเวียดนาม ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างมั่นคง และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดงก๋ายเลือง (cải lương) ยังมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คน (2) ช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งแสดงให้เห็นความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้สถานะและวิถีชีวิตของศิลปินเปลี่ยนแปลงไป และ (3) ช่วงหลังสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะภายใต้นโยบายปฏิรูปประเทศ (Đổi Mới) ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากการวิเคราะห์สามารถสังเคราะห์ภาพสะท้อนทางสังคมและวัฒนธรรมได้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ภาพสะท้อนด้านวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม อันเป็นผลจากการยึดติดและการปรับตัวในสังคมโลกาภิวัตน์ (2) ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากแนวคิดทุนนิยม (3) ภาพสะท้อนด้านศิลปะการแสดงกับการคงอยู่อันเป็นผลจากแนวคิดสังคมสมัยใหม่</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3372 การศึกษาปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบการร้านเสื้อผ้า ในตลาดนัดจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 2026-03-12T01:57:53+07:00 นันท์นภัส แน่นอุดร santipumindy@hotmail.com รพีพรรณ พาระคร santipumindy@hotmail.com สันติภูมิ ราชวิชา santipum.r@chandra.ac.th ชนัฏา โสมณวัฒน์ santipumindy@hotmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจปัญหาและอุปสรรคในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้ประกอบการร้านค้าในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและ 2) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดนัดจตุจักร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ประกอบการร้านขายเสื้อผ้าในตลาดนัดจตุจักร จำนวน 20 ร้าน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบการร้านขายเสื้อผ้าในตลาดนัดจตุจักร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการร้านค้ามีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัญหาสำคัญเกี่ยวข้องกับการเรียบเรียงประโยคภาษาอังกฤษและข้อจำกัดด้านคำศัพท์สำหรับการขายสินค้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ประโยคภาษาอังกฤษที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์การค้าขาย ทักษะการฟัง และคำศัพท์เกี่ยวกับสินค้า</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3073 การสร้างเพศสภาวะในนวนิยาย บุพเพสันนิวาส ของรอมแพง 2025-12-28T07:55:03+07:00 Chayaporn Aoyruksa chayaporna66@nu.ac.th ภาคภูมิ สุขเจริญ Pakpooms@nu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการสร้างเพศสภาวะในนวนิยาย บุพเพสันนิวาส ของรอมแพง โดยมุ่งเน้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศกับโครงสร้างชนชั้นทางสังคม ผ่านการวิเคราะห์ตัวบท ภายใต้กรอบแนวคิดเพศสภาวะ ทฤษฎีสตรีนิยม และแนวคิดปิตาธิปไตย โดยแบ่งเป็นตามลักษณะเพศชายและเพศหญิงในชนชั้นมูลนาย กับชนชั้นไพร่ทาส</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ๑) เพศสภาวะความเป็นชายในชนชั้นมูลนาย พบความเป็นชายในฐานะเสาหลักแห่งแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็ต้องดำรงฐานะเจ้าแห่งเรือน อีกทั้งรวมถึงฐานะผู้เอาตัวรอดในสังคมศักดินา และท้ายที่สุดคือด้านมืดแห่งอำนาจ ความรุนแรงและการธำรงสถานะ ๒) เพศสภาวะความเป็นหญิงในชนชั้นมูลนาย พบความเป็นหญิงในฐานะภาพพิมพ์แห่งกุลสตรีความเป็นหญิง นอกจากนี้ยังพบการต่อรองเชิงเพศสภาวะ ๓) เพศสภาวะความเป็นชายในชนชั้นไพร่ทาส พบความเป็นชายในฐานะผู้รับใช้และยอมจำนน โดยปรากฏชัดในฐานะแรงงานและผู้ใต้บังคับบัญชา อีกทั้งยังรวมถึงในฐานะผู้พิทักษ์ภายใต้คำสั่ง และท้ายที่สุดคือในฐานะผู้จงรักภักดีและพร้อมเสียสละ และ ๔) เพศสภาวะความเป็นหญิงในชนชั้นไพร่ทาส พบความเป็นหญิงของไพร่ ซึ่งปรากฏในฐานะถูกจำกัดภายใต้กรอบชนชั้น และดำเนินไปในฐานะแรงงานสาธารณะและเสรีภาพอันเจ็บปวด ส่วนความเป็นหญิงของทาสนั้นสะท้อนผ่านในฐานะของผู้รับใช้ อีกทั้งในฐานะของผู้ภักดี รวมถึงในฐานะของผู้แสดงออกทางอารมณ์ และท้ายที่สุดคือร่างกายในฐานะสัญลักษณ์ทางชนชั้น ดังนั้นเพศสภาวะถูกประกอบสร้างผ่านปิตาธิปไตยและระบบชนชั้นที่ทับซ้อนกัน ส่งผลให้อำนาจทางเพศแปรผันตามสถานะ นวนิยายเรื่องนี้ไม่เพียงผลิตซ้ำระบอบสังคม แต่เป็นพื้นที่วาทกรรมให้ตัวละครต่อรองระหว่างแนวคิดสตรีนิยมกับจารีตดั้งเดิม สะท้อนว่าเพศสภาวะมีความลื่นไหลและรื้อสร้างความหมายใหม่ได้</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3186 PROGRAMMING STYLES AND CULTURAL IDENTITY IN HISTORICAL MUSEUM SHORT VIDEOS: A QUALITATIVE STUDY OF CHINA’S DIGITAL HERITAGE COMMUNICATION 2026-01-22T11:09:02+07:00 Xin Li wyu965794@gmail.com Sastra Laoakka wyu965794@gmail.com Chalermwong Thampichitsuek wyu965794@gmail.com <p>This study examines how programming styles in short-form museum videos contribute to cultural identity construction in China. Employing a qualitative research design, the study integrates textual analysis of 20 museum-related short videos with semi-structured interviews (n = 30) and focus group discussions (n = 16). The sample consisted of audiences aged 18–35 who actively engage with digital heritage content on short-video platforms. Data were analyzed through structured coding procedures and thematic analysis to identify recurring stylistic patterns and identity-related responses. The findings reveal three analytically distinct dimensions of identity construction. First, didactic narration supports cognitive recognition by reinforcing institutional authority and historical credibility. Second, immersive dramatization facilitates emotional resonance, fostering affective connection to cultural heritage. Third, participatory affordances such as danmu and remix practices enable symbolic participation, allowing audiences to negotiate cultural meaning within digital environments. The study demonstrates that programming style functions not merely as an aesthetic feature but as a mediating mechanism shaping how heritage is interpreted and internalized in platform-based communication contexts.</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3194 การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล (CIPPA Model) โรงเรียนท่าศาลา จังหวัดเชียงใหม่ 2026-01-30T09:07:10+07:00 ณัฐปกรณ์ ต๊ะปวน Chainan.see@mbu.ac.th ชัยนันท์ สีแก้ว Chainan.see@mbu.ac.th บุษบา มาระดี Chainan.see@mbu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ตามเกณฑ์ 75/75 (E1/E2) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าศาลา 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าศาลา ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าศาลา ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าศาลา จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 21 คน ใช้ประชากรทั้งหมดของชั้นเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบ เป็นการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (One-Group Pretest–Posttest Design) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตาม CIPPA แบบฝึกทักษะ 6 ชุด แบบทดสอบก่อน–หลัง และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมีประสิทธิภาพ E1/E2 = 76.11/81.60 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนด (2) คะแนนความสามารถการอ่านจับใจความหลังเรียน ( = 24.48, S.D. = 2.91) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 10.81, S.D. = 1.81) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05, t(20) = 18.28, p &lt; .001 และ (3) ความพึงพอใจของผู้เรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.44, S.D. = 0.10)</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3304 DEVELOPING EFFECTIVE ORAL PRESENTATION STRATEGIES IN THE BUDDHIST MEDITATION COURSE TO ENHANCE ENGLISH SPEAKING SKILLS AMONG FOURTH-YEAR STUDENTS AT MAHACHULALONGKORNRAJAVIDYALAYA UNIVERSITY, CHIANG MAI CAMPUS 2026-03-02T10:46:36+07:00 Chanchai Thatinjan cc.bridgefoundation@gmail.com Wisuttichai Chaiyasit wisuttichai.chai@mcu.ac.th Samran Khansamrong samran.khan@mcu.ac.th <p>This research aimed to (1) examine the current problems in English oral presentations faced by fourth-year students in the Buddhist Meditation Course, (2) implement the developed oral presentation strategies based on the B-OPS (Buddhist-Oriented Oral Presentation Strategies), and (3) evaluate the effectiveness of the strategies by comparing students’ English-speaking proficiency before and after implementation. The study employed a quasi-experimental one-group pretest–posttest design. The sample consisted of 29 fourth-year students enrolled in the Buddhist Meditation Course at Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus, selected through purposive sampling. Research instruments included a questionnaire on problems in English oral presentations, lesson plans based on the Buddhist-Oriented Oral Presentation Strategies (B-OPS), and an English oral presentation rubric administered as both a pretest-posttest. Data were analyzed using mean, standard deviation, efficiency index (E1/E2), and paired-samples t-test.</p> <p> The findings indicated that students experienced a moderate level of problems in English oral presentations ( = 3.48), with the highest difficulties in presentation strategies ( = 3.57), English language skills ( = 3.55), and personal factors affecting presentations ( = 3.51). The implementation of the B-OPS over six weeks demonstrated instructional efficiency exceeding the established 80/80 criterion (E1/E2 = 81.68/80.67). The comparison of pretest-posttest scores showed a statistically significant improvement (t = 16.98, p &lt; .05), with the mean score increasing from 52.55 to 80.64. The results indicate that the developed oral presentation strategies can enhance students’ fluency, content organization, communicative competence, and confidence while reducing speaking anxiety. Overall, the integration of structured presentation techniques with Buddhist-oriented content provided a framework for improving English speaking proficiency in a monastic higher education context.</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3321 การสร้างอัตลักษณ์ชุมชนด้วยการสื่อสารซอฟต์พาวเวอร์ผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วมของชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา 2026-03-02T11:09:41+07:00 เบญจรงค์ ถิระผลิกะ benjarong_ton@hotmail.com เสริมศักดิ์ ขุนพล Benjarong.t@tsu.ac.th จิณัชญ์ดา วิทยาพันธ์ประชา Benjarong.t@tsu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการร่วมสร้างอัตลักษณ์ชุมชนผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยใช้กรอบแนวคิดบูรณาการ 5 ประการ ได้แก่ การพัฒนาเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน อัตลักษณ์ชุมชน ซอฟต์พาวเวอร์และการสื่อสารเชิงวัฒนธรรม และระบบอัตลักษณ์แบรนด์ การวิจัยดำเนินการด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้ผลิตสมุนไพรเทพทาโร ภาคีด้านวัฒนธรรม และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ จำนวน 20–35 คน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมีลักษณะเป็นพลวัต มิได้ดำเนินไปแบบลำดับขั้นเชิงเส้น แต่พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชน นักวิจัย และภาคีเครือข่าย ตั้งแต่การสร้างความไว้วางใจ การเปิดพื้นที่รับฟัง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไปจนถึงการร่วมวิเคราะห์และออกแบบแนวทางพัฒนา ส่งผลให้เกิดการตกผลึกของความหมายร่วม เกี่ยวกับอัตลักษณ์ชุมชน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการยอมรับร่วมของสมาชิก มากกว่าการกำหนดจากภายนอก</p> <p> ข้อค้นพบสำคัญคือ หลักโคได้รับการยืนยันในฐานะสัญลักษณ์อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ที่สะท้อนมิติภูมิทัศน์ ความทรงจำ และความรู้สึกร่วมของชุมชน และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบตราสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเทพทาโร นอกจากนี้ กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม ทุนทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงเชิงการรับรู้ โดยชุมชนเริ่มตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจซอฟต์พาวเวอร์ แม้ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจยังไม่ปรากฏชัดในเชิงปริมาณ แต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ ความเชื่อมั่น และความคาดหวังต่อการพัฒนาในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3072 ลักษณะภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนของนวนิยายแปลแนวเทพเซียน เรื่อง “จันทราอัสดง” 2025-12-28T07:52:19+07:00 Yan Wu yanwu1582@gmail.com บุญเลิศ วิวรรณ์ boonlert.w@ku.th <p>บทความวิจัยเรื่อง ลักษณะภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนของนวนิยายแปลแนวเทพเซียนเรื่อง “จันทราอัสดง” เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในนวนิยายแปลแนวเทพเซียนเรื่องจันทราอัสดง การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากกลุ่มตัวอย่างคือนวนิยายแปลชุด “จันทราอัสดง” ฉบับภาษาไทย ผลงานประพันธ์ของเถิงหลัวเหวยจือ และแปลโดย เม่นน้อย จำนวน ๔ เล่ม ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลตามกรอบแนวคิดด้านภาษาและวัฒนธรรมของจำนงค์ ทองประเสริฐ (2547) และ คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2551) โดยเก็บรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลดำเนินการด้วยการอ่านเชิงลึกเพื่อคัดเลือกคำศัพท์ วลี และประโยคที่แสดงถึงมิติทางวัฒนธรรม จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการจัดกลุ่มและการพรรณนาวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนในนวนิยายเรื่องนี้สามารถจำแนกออกเป็น ๔ ลักษณะ ได้แก่ ๑) ภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนด้านคติธรรม พบว่ามีลักษณะภาษาที่แสดงวัฒนธรรมด้านความเชื่อ ปรัชญา และศาสนา ๒) ภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนด้านเนติธรรม พบว่ามีลักษณะภาษาที่แสดงวัฒนธรรมด้านการปกครอง และขนบธรรมเนียมประเพณี ๓) ภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนด้านสหธรรม พบว่ามีลักษณะภาษาที่แสดงวัฒนธรรมด้านคำเรียกสถานภาพบุคคล บทกวี และการละเล่นพื้นบ้าน และ ๔) ภาษาแสดงวัฒนธรรมจีนด้านวัตถุธรรม พบว่ามีลักษณะภาษาที่แสดงวัฒนธรรมด้านเครื่องใช้ เครื่องประดับ เครื่องดนตรี อาหารและเสื้อผ้า จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลสรุปได้ว่า ลักษณะภาษาด้านคติธรรมมีความโดดเด่นที่สุด เนื่องจากนวนิยายแนวเทพเซียนเป็นผลิตผลทางปัญญาที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือหลักในการหลอมรวมระบบความเชื่อและปรัชญาจีนเข้ากับวิถีชีวิตของตัวละคร เพื่อสร้างความสมจริงเชิงวัฒนธรรมในโลกแห่งจินตนาการ</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3376 การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาภาษาศาสตร์ของคำพูดให้กำลังใจเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา 2026-03-12T03:03:33+07:00 พระธัชฑล รกฺขิโต (อัตรัง) thatchathon.at@mcu.ac.th วีระกาญจน์ กนกกมเลส thatchathon.at@mcu.ac.th พระมหาสมชาย กิตฺติปญฺโญ (จันทร์หอม) thatchathon.at@mcu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของคำพูดให้กำลังใจต่อแรงจูงใจและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา (2) วิเคราะห์องค์ประกอบทางภาษาของคำพูดให้กำลังใจที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและความพึงพอใจในการทำงาน และ (3) พัฒนารูปแบบการใช้คำพูดให้กำลังใจเพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการทำงาน โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีตามลำดับขั้น (Sequential Exploratory Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรทางการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 20 รูป/คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 149 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คำพูดให้กำลังใจเป็นการสื่อสารเชิงบวกที่ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง และประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การมุ่งเน้นจุดแข็ง การเสริมสร้างความเชื่อมั่น การส่งเสริมการพัฒนา การสร้างอารมณ์เชิงบวก ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ และการสนับสนุนทางสังคม นอกจากนี้ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และสัมมาวาจา สามารถบูรณาการกับการสื่อสารเชิงจิตวิทยาภาษาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้อย่างเหมาะสม ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า คำพูดให้กำลังใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแรงจูงใจในการทำงาน ความพึงพอใจในงาน ประสิทธิภาพการทำงาน ความผูกพันต่อองค์กร และสุขภาวะทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการใช้คำพูดให้กำลังใจ 10 มิติ จากการบูรณาการผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ซึ่งมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจและประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3399 EFFECTS OF THE DEEP DESIGN THINKING MODEL WITH CHATGPT ON WRITING SKILLS AND ANXIETY AMONG THAI EFL STUDENTS 2026-03-26T20:35:09+07:00 Napaporn Sitthichirawatthanakul 66130968@dpu.ac.th สุดคนึง นฤพนธ์จิรกุล skanung@dpu.ac.th <p>This study employed a quasi-experimental one-group pretest–posttest design to examine the effects of the DEEP Design Thinking Model combined with ChatGPT on English writing skills and writing anxiety among Thai EFL students. The sample consisted of 38 Matthayomsuksa 5/4 students from Ayutthayanusorn School in the first semester of the 2025 academic year, selected through cluster sampling. The research instruments included lesson plans, an English writing skills test, and a writing anxiety questionnaire. Data were analyzed using mean, standard deviation, dependent samples t-test, and effect size (Cohen’s d).</p> <p> The results indicated that students’ writing skills significantly improved after the intervention (t = -14.97, p &lt; 0.05, d = 1.34). In addition, writing anxiety significantly decreased from a high to a moderate level (t = 27.51, p &lt; 0.05, d = 1.46). However, the use of a one-group design may limit causal interpretation due to potential threats to internal validity, including history, maturation, and testing effects.</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3455 AN ANALYSIS OF WORD FORMATION PROCESSES IN THE OPPENHEIMER MOVIE SCRIPT 2026-04-16T19:47:23+07:00 Areeya Sompamit areeya120644sompamit@gmail.com Sukanya Kaowiwattanakul areeya120644sompamit@gmail.com <p>Despite extensive morphological research on cinematic discourse, limited attention has been given to scientifically-oriented movie scripts, which differ significantly from general-language films. This study investigates word-formation processes in the scientifically oriented discourse of the film Oppenheimer, a domain that has received limited attention in prior film-based morphological research, which has largely focused on informal or general-language scripts. Drawing on the frameworks of Bauer (1983), Delahunty &amp; Garvey (2010), and Yule (2010), the study adopts a mixed qualitative–quantitative approach to identify and analyse eleven word-formation types. Moving beyond simple description, the analysis reveals a "morphological fingerprint" of specialized communication; findings prove a clear dominance of derivation (67.01%), followed by compounding (17.77%) and abbreviation (5.92%). This distribution reflects not merely lexical choice, but the prevalence of technical and formal lexical construction necessary for establishing disciplinary authority in scientific cinematic discourse. The study contributes to morphology and discourse studies by extending word-formation analysis into a specialised genre and highlighting how linguistic patterns align with disciplinary communication. Pedagogically, the findings support the use of film scripts as authentic resources for developing morphological awareness and academic vocabulary in English language learning.</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3424 อัตลักษณ์ชาติพันธุ์มอญและกระบวนการประกอบสร้างพื้นที่สาธารณะในเทศกาลเจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง ราชบุรี 2026-04-01T18:05:54+07:00 น้ำผึ้ง พลับนิล namphung.plab@gmail.com บุญยวีย์ เกงขุนทด namphung.pl@northbkk.ac.th ภัสร์ชนกพรรณ อนุชาติไชย namphung.pl@northbkk.ac.th วิทยา วัฒนเมธา namphung.pl@northbkk.ac.th <p>การวิจัยเรื่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์มอญและการประกอบสร้างพื้นที่สาธารณะในเทศกาลเจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง จังหวัดราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงออกของอัตลักษณ์มอญในบริบทเทศกาล และวิเคราะห์กระบวนการสร้างพื้นที่สาธารณะในฐานะพื้นที่สื่อสารความหมาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยกรอบปรากฏการณ์วิทยาร่วมกับการวิเคราะห์เชิงกระบวนการ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสำรวจภาคสนาม</p> <p> กรอบแนวคิดการวิจัยบูรณาการแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) แนวคิดพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอธิบายบทบาทของพื้นที่เทศกาลในฐานะพื้นที่ของการสื่อสารและการมีส่วนร่วม (2) แนวคิดอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ซึ่งมองอัตลักษณ์เป็นกระบวนการที่ถูกประกอบสร้างผ่านการแสดงออกและบริบททางสังคมวัฒนธรรม และ (3) แนวคิดสัญญะ ซึ่งอธิบายองค์ประกอบทางวัฒนธรรมในฐานะตัวแทนของความหมาย ความเชื่อ และความทรงจำร่วม โดยทั้งสามแนวคิดเชื่อมโยงกันในการอธิบายกระบวนการสื่อสารและการประกอบสร้างอัตลักษณ์ในพื้นที่เทศกาล ผลการวิจัยพบว่า เทศกาลดังกล่าวทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการแสดงออกและการประกอบสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์มอญผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยอัตลักษณ์มีลักษณะเป็นพลวัตและถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการคัดเลือก นำเสนอ สื่อสาร ตีความ ต่อรอง และผลิตซ้ำ ขณะเดียวกัน พื้นที่เทศกาลถูกประกอบสร้างเป็นพื้นที่สาธารณะเชิงกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม การสื่อสารเชิงสัญญะ และการสร้างความหมายร่วม สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดกิจกรรม หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในสังคมร่วมสมัย</p> 2026-06-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา