https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/issue/feed
วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
2026-01-10T02:54:44+07:00
พระมหาภราดร ภูริสฺสโร, ดร. /Dr. Phramaha Pharadon Bhurissaro
jlcs@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษาเป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการคุณภาพสูงในสาขาภาษาและภาษาศาสตร์ วรรณกรรมและทฤษฎีวรรณคดี การสื่อสาร วัฒนธรรมศึกษา และศาสนศึกษา รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วารสารมุ่งเป็นเวทีสหวิทยาการสำหรับคณาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประเด็นร่วมสมัยที่สร้างคุณค่าต่อวงวิชาการและสังคมโดยรวม<br /> วารสารเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในหัวข้อดังต่อไปนี้<br /><strong> </strong><strong>ภาษาและภาษาศาสตร์: </strong>ภาษา การเรียนและการสอนภาษา การพัฒนาทักษะทางภาษา ภาษาศาสตร์ทั่วไป ภาษาศาสตร์ประยุกต์ ภาษาศาสตร์สังคม ภาษาศาสตร์จิตวิทยา ภาษาศาสตร์คลังข้อมูล การแปล และการวิเคราะห์วาทกรรม<br /><strong> </strong><strong>วรรณกรรมและทฤษฎีวรรณคดี: </strong>วรรณกรรมคลาสสิก วรรณกรรมร่วมสมัย วรรณกรรมเปรียบเทียบ วรรณคดีวิจารณ์ การเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม วรรณกรรมในสื่อร่วมสมัย และวรรณกรรมดิจิทัล<br /><strong> </strong><strong>การสื่อสาร: </strong>การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การสื่อสารดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์วาทกรรมในสื่อ และการใช้ภาษาในการสื่อสารเชิงวัฒนธรรม<br /><strong> </strong><strong>วัฒนธรรมศึกษา: </strong>มรดกทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กระบวนการโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมดิจิทัล วัฒนธรรมสื่อออนไลน์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม<br /><strong> </strong><strong>ศาสนศึกษา: </strong>ความเชื่อ ศรัทธา ปรัชญา พิธีกรรม ศาสนาเปรียบเทียบ ศาสนากับวัฒนธรรม การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติต่าง ๆ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา บทบาทของศาสนาในสังคมร่วมสมัย และศาสนาในสื่อดิจิทัล<br /><strong> </strong><strong>สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง: </strong>สาขาย่อยของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมศึกษา เช่น การศึกษา ประวัติศาสตร์ เป็นต้น</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ <br /></strong>วารสารออกเผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ (ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป)<strong><br /></strong> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</p>
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2459
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่
2025-08-13T15:56:11+07:00
จารุวิทย์ ดวงอาภัย
charuwitnongpai0123@gmail.com
ฉันทชา ศรีแจ้ง
charuwitnongpai0123@gmail.com
เสกสรร ไชยวงศ์
charuwitnongpai0123@gmail.com
พระครูสิริธรรมเมธี
charuwitnongpai0123@gmail.com
พิทักษ์ แฝงโกฎิ
charuwitnongpai0123@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ จำนวน 63 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองด้วยวิธีการใช้กลุ่มทดลอง กลุ่มเดียว เพื่อวัดผลก่อนและหลังการทดลองก่อนและหลังการลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired-Samples t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) = 4.45, S.D. = 0.85)</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2457
การพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่
2025-08-13T14:04:05+07:00
ปาริฉัตร เจริญตามปัญญา
pok734015@gmail.com
ศุภชัย คุณเลิศเกษม
supachaikunloedkasem@gmail.com
สร้อยมาลา พิลาสชวนพิศ
sroymala16@gmail.com
พิทักษ์ แฝงโกฎิ
pok734015@gmail.com
อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
pok734015@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SQ5R กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ จำนวน 20 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง ด้วยวิธีการใช้กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว เพื่อวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่า t-test แบบ Dependent Sample</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SQ5R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้ SQ5R ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ SQ5R ในภาพรวมพบว่า นักเรียนมีความเห็นต่อการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.65, S.D. = 0.88)</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2461
การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่
2025-08-14T11:09:04+07:00
ณัฐดนัย สุรินต๊ะ
nutdanaisurinta221@gmail.com
ณรงศักดิ์ ลุนสำโรง
Nutdanaisurinta221@gmail.com
อาคม อุโคตร
Nutdanaisurinta221@gmail.com
อนันตา โพแก้ว
anattaphokaew@gmail.com
อาราดา สุกันทา
anattaphokaew@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการฟังและพูดภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง (One-group Pretest–Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการฟัง–พูด และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test แบบ Dependent Sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยทักษะการฟัง–พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการเรียนด้วยกิจกรรมเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการลงมือปฏิบัติจริงช่วยเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษได้อย่างชัดเจน และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.79, S.D. = 0.12) ซึ่งสะท้อนว่าผู้เรียนเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวมีความเหมาะสม สนุก และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2481
การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่
2025-08-26T14:54:46+07:00
เนตรนภา รักไพรขันธ์
napaaa5456@gmail.com
แพรววา เนติบัณฑิตไพร
meiji21102004@gmail.com
อารีนุช กิ่งแก้วเพชร
arreenuch.kin@student.mbu.ac.th
สงัด เชียนจันทึก
napaaa5456@gmail.com
พิทักษ์ แฝงโกฎิ
napaaa5456@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ ก่อนและหลังเรียนผ่านการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 คน คัดเลือกโรงเรียนแบบเจาะจงและสุ่มอย่างง่ายภายในชั้นเรียน แบบแผนวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน–หลัง และแบบสอบถามความคิดเห็น การวิเคราะห์ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ dependent-samples t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฟังภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนผ่านการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ คะแนนผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (dependent-samples t-test) และ 2) ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.65, S.D. = 0.88, สเกล 5 ระดับ)</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2482
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่
2025-08-26T14:55:14+07:00
ยงยุทธ โคตรหาชัย
yongyuts2547@gmail.com
อรรพล โคตตาแสง
yongyuts2547@gmail.com
กองทัพ เครือนาค
yongyuts2547@gmail.com
ณรงศักดิ์ ลุนสำโรง
Yongyuts2547@gmail.com
อิทธิพัทธ์ รัตนสันติ
Yongyuts2547@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning: ABL) และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย การวิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (One-Group Pretest–Posttest Design) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t-test สำหรับกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังเรียนด้วย ABL นักเรียนมีคะแนนพูดเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ก่อนเรียน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=18.15, S.D.=3.12; หลังเรียน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=25.30, S.D.=2.45, t (19) =5.32, p < .001) สะท้อนว่า ABL ช่วยยกระดับทักษะการพูดอย่างชัดเจน และ 2) ความคิดเห็นต่อ ABL อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.65, S.D.=0.88) ผู้เรียนเห็นว่าแนวทางนี้ส่งเสริมความกล้าแสดงออก ความมั่นใจ และโอกาสใช้ภาษาอังกฤษจริงในชั้นเรียน บรรยากาศการเรียนรู้มีส่วนร่วมและสนุกยิ่งขึ้น โดยสรุป ABL เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการพูดของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา ทั้งในมิติผลสัมฤทธิ์ เจตคติ และความพร้อมต่อการสื่อสารในสถานการณ์จริง</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2498
รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา
2025-08-18T21:00:43+07:00
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
6401104008@mcu.ac.th
พระมหาไพฑูรย์ ปนฺตนนฺโท
krisada.sae@mcu.ac.th
พระครูสุตรัตนบัณฑิต
krisada.sae@mcu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา 2) เพื่อศึกษากระบวนการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพระธรรมทูตในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Selection) ตามลักษณะการเป็นตัวแทนของกลุ่มที่เหมาะสม จำนวน 18 รูปหรือคน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยว่า 1. สภาพทั่วไปในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกามีจุดแข็งที่โดดเด่นคือความพร้อมของพระธรรมทูตในด้านภาษาอังกฤษและความเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงระบบบริหารจัดการวัดที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังพบจุดอ่อนที่สำคัญคือการขาดแคลนพระธรรมทูตและข้อจำกัดด้านงบประมาณ แม้จะมีโอกาสจากการที่สังคมอเมริกันเปิดกว้างทางศาสนามากขึ้น 2. กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดำเนินการตามวงจรคุณภาพ PDCA อย่างครบถ้วน โดยเริ่มจากการวางแผนที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรการบริหารจัดการทรัพยากร การลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย การตรวจสอบประเมินผลอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3. รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบการสื่อสารครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผู้ส่งสาร 2) สาร 3) ช่องทางการสื่อสาร และ 4) ผู้รับสาร โดยมีการปรับให้เหมาะสมกับบริบทสังคมอเมริกัน ทั้งการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การบูรณาการหลักธรรมกับศาสตร์สมัยใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2557
กลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจในโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยในการนอนหลับ
2025-08-27T12:59:56+07:00
กัญญาวีร์ ริเดชพันธ์
faikanyawee@gmail.com
ธนพล เอกพจน์
Kanyaweeri@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจประเภทวัจนภาษาในโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยในการนอนหลับ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโฆษณาจากเว็บไซต์ลาซาด้า ประเทศไทย ด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ได้โฆษณาจำนวน 120 ตัวบท และการวิเคราะห์ประยุกต์ใช้แนวคิดการโน้มน้าวใจร่วมกับกลวิธีการใช้ภาษาตามแนวอรรถศาสตร์และวัจนปฏิบัติศาสตร์ รวมถึงการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจที่ผู้ผลิตโฆษณาใช้โน้มน้าวใจผู้รับสารมีจำนวน 4 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำศัพท์ การกล่าวอ้าง การใช้ทัศนภาวะ และการใช้อุปลักษณ์ กลวิธีทางภาษาที่พบมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของผู้รับสาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความสนใจและเกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ภาษาไม่เพียงทำหน้าที่ในการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญผู้ผลิตโฆษณาใช้ โน้มน้าวใจผู้รับสาร ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญทางการตลาด</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2692
อัตลักษณ์และเงื่อนไขความสำเร็จของ “หมอลำกลอน” สู่การพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
2025-09-28T13:28:17+07:00
ธิดารัตน์ สาระพล
thidarat@reru.ac.th
ชนาใจ หมื่นไธสง
chanajaime@gmail.com
นภัสภรณ์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม
organn.api@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์และเงื่อนไขความสำเร็จของหมอลำกลอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาเงื่อนไขความสำเร็จของหมอลำกลอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และการสังเกต (Observation) ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 70 คน จากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 50 คน และสนทนากลุ่มย่อย จำนวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา กำหนดรหัส (Coding) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) หมอลำกลอนในภาคอีสาน 2) ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอลำกลอน ในคณะ/วง เช่น นักดนตรี ผู้จัดการ 3) ผู้ชม แฟนคลับ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า อัตลักษณ์ของหมอลำกลอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย ได้แก่ 1) เพศ 2) บทบาทหน้าที่ 3) ความรู้ความสามารถ/ทักษะ 4) ความเป็นอัตลักษณ์ของตัวบุคคล 5) แบรนด์และความเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง 6) เนื้อหา ทำนอง จังหวะ ของกลอนลำ และเงื่อนไขความสำเร็จของหมอลำกลอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย ได้แก่ 1) เงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ (1) ภาษา (2) เครื่องแต่งกายของหมอลำ (3) พิธีกรรม งานบุญ (4) ลักษณะของผู้ชมการแสดง ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ชาวบ้าน อาชีพเกษตรกร รับจ้างทั่วไป หมอลำส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธทั้งในเนื้อหาและการแต่งกลอน 2) เงื่อนไขทางการตลาด ได้แก่ (1) แพ็กเกจการแสดง (2) การจัดโพรโมชัน 3) การสนับสนุนเชิงนโยบายของหน่วยงานภาครัฐ 4) นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ ได้แก่ (1) นโยบายพัฒนาคน ทรัพยากรมนุษย์ (2) นโยบายพัฒนาองค์ความรู้ (3) นโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา (4) นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 5) การมีส่วนร่วมของชุมชน 6) แนวทางการพัฒนาหมอลำกลอนด้วยหลักสูตร การเผยแพร่หมอลำ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้หมอลำ การพัฒนาสู่ทุนทางวัฒนธรรมด้วยการสร้างความตระหนักและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประเทศในระดับชาติจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้ได้รับการยอมรับสู่กระแสนิยม</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2814
การศึกษาเรื่องพื้นที่ในกวีนิพนธ์ “เขียนแผ่นดิน” ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
2025-10-27T15:29:23+07:00
วราภรณ์ เกิดพิมาย
waraporng64@nu.ac.th
ภาคภูมิ สุขเจริญ
pakpooms@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายของพื้นที่ในกวีนิพนธ์ เขียนแผ่นดิน ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องพื้นที่ทั้ง 3 มิติของอองรี เลอแฟฟวร์ (Henri Lefebvre) คือ พื้นที่เชิงปฏิบัติการ (Spatial Practice) พื้นที่ทางความคิด (Representations of Space) และ พื้นที่จากประสบการณ์ (Spaces of Representation) โดยศึกษาจาก ตัวบทกวีนิพนธ์เพื่อจัดหมวดหมู่และตีความนัยทางสังคมและวัฒนธรรม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากวีนิพนธ์ดังกล่าวประกอบสร้างความหมายของพื้นที่ผ่านมิติทั้งสามอย่างลึกซึ้ง พื้นที่เชิงปฏิบัติการ ปรากฏในฐานะธรรมชาติและวิถีชีวิตเชิงประจักษ์ พื้นที่ทางความคิดสะท้อนอุดมการณ์ความเชื่อทางประวัติศาสตร์ และพื้นที่จากประสบการณ์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำและสัมพันธ์เชิงสังคม การวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ในกวีนิพนธ์มีความหมายที่ลึกซึ้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นฉากของเรื่องราวแล้ว ยังเป็นกระบวนการสร้างความหมายใหม่ให้แก่พื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมไทย อันเป็นการเปิดมิติใหม่ในการศึกษาวรรณกรรมไทยในเชิงพื้นที่ (Literary Geography)</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2936
การวิเคราะห์หมวดหมู่ความหมาย "เครื่องเรือน" ในภาษาไทย: แนวทางทฤษฎีต้นแบบและภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์
2025-11-27T23:43:25+07:00
Pattra Pindabaedya
pattra.pin@vru.ac.th
Alongkorn Achawabool
pattra.pin@vru.ac.th
<p>This research article aimed to: 1) study the meaning of /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/ within the framework of prototype theory, 2) compare the semantic boundaries and usage of /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/ in Thai and “furniture” in English as perceived by Thai speakers, and 3) analyze the semantic categorization of /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/ from an ethnolinguistic perspective. This study employed a descriptive approach. Data were collected from 300 native Thai speakers (150 males and 150 females, aged 20-60 years, from all four regions of Thailand) through a questionnaire. The respondents were asked to name 20 items they considered as /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/" and rank each item based on how representative it was of the category.</p> <p> The results showed that the highest-ranked items were bed, chair, and table, which closely aligned with the meaning of “furniture” in English. However, respondents also identified other items such as plates, refrigerators, televisions, spoons, and bowl as /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/. The findings revealed that /kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/ has a broader meaning than “furniture”. While “furniture” referred to movable articles used to make a room, house, or office suitable for occupancy, "/kʰrʉ̂ɑŋ rʉan/" encompassed not only furniture but also household belongings, kitchenware, appliances, and decorative items. These findings supported prototype theory, which posits that semantic categories had clear core members and fuzzy boundaries. Bed, chair, and table served as core members, while other items exhibited varying degrees of membership in the category. The study also demonstrated the role of language and culture in every categorization practices. Thai speakers employed a holistic approach to categorize household items, whereas English speakers categorize them more discretely and specifically.</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3029
ฤตุจรรยา: ว่าด้วยหลักปฏิบัติตนตามฤดูกาลในตำราอายุรเวท
2025-12-10T21:07:38+07:00
วุฒิพงษ์ ถวิลสมบัติ
wonderful.alie@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดเรื่อง “ฤตุจรรยา” หรือหลักปฏิบัติตนตามฤดูกาลที่ปรากฏในตำราอายุรเวท โดยมุ่งเน้นการศึกษาจากคัมภีร์อัษฏางคหฤทยะ ตอนที่ 1 บทที่ 3 ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญว่าด้วยแนวทางการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยเชิงพรรณนาและการวิจัยเชิงวิเคราะห์ ผู้วิจัยแปลและวิเคราะห์ตัวบทภาษาสันสกฤตแล้วจำแนกประเด็นเพื่อนำเสนอให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษา ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดฤตุจรรยากำหนดหลักปฏิบัติเฉพาะสำหรับ 6 ฤดูกาล โดยแต่ละฤดูกาลมีคำแนะนำด้านการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะของไตรโทษะซึ่งมีผลโดยตรงต่อสมดุลร่างกาย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ฤตุจรรยาเป็นองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติอย่างเป็นระบบที่ไม่ได้มุ่งการรักษาโรคเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดำรงชีวิตอย่างสมดุล ความรู้จากตำราอายุรเวทจึงยังคงมีคุณค่าและสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพในบริบทสังคมร่วมสมัยได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3043
ศึกษาปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษของนิสิตชั้นปีที่ ๒ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
2025-12-17T18:07:59+07:00
ชาย หน่อแสง
nawseng.agg@mcu.ac.th
อังคาร ญาณเมธี
nawseng.agg@mcu.ac.th
ทิพย์พนากรณ์ เลาลี
nawseng.agg@mcu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษของนิสิตชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ และ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนของนิสิตชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมพิธี โดยมี การวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลักร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายผลและสะท้อนบริบทการสื่อสารจริง ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนิสิตก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 32 รูป/คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษ (2) แบบทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียนครอบคลุมทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน และ (3) แบบประเมินทักษะการพูดโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถามด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาร์คเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิงด้วย t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ พร้อมคำนวณขนาดอิทธิพล</p> <p> ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ (1) พบว่านิสิตมีปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง โดยเด่นชัดในด้านคลังคำศัพท์จำกัด ความไม่มั่นใจในการพูด และความยากในการสร้างประโยคให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และตามวัตถุประสงค์ (2) พบว่าคะแนนทักษะการสื่อสารรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (Cohen’s dz≈1.19) สะท้อนว่ากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นสถานการณ์จริง การสนทนาเป็นคู่ และการฝึกสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะคือควรจัดสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่ปลอดภัย ลดความกังวล และบูรณาการภาระงานสื่อสารจริงอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2552
ความสัมพันธ์ของภาษาและดนตรี: การจำแนกประเภทเครื่องดนตรีและการใช้คำขยายในการบรรเลงดนตรีไทย
2025-11-02T10:31:07+07:00
มัฆวาน ภูมิเจริญ
maklanna700@gmail.com
พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ
maklanna700@gmail.com
กานต์พิชชา เชื้อสะอาด
maklanna700@gmail.com
อชิรญา นีละไพจิตร
maklanna700@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและดนตรีไทย โดยมุ่งศึกษาหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทเครื่องดนตรีไทย และการใช้คำขยายในภาษาไทยที่เกิดขึ้นจากกระบวนการบรรเลงดนตรีไทย การศึกษาใช้แนวคิดด้านความสัมพันธ์ของภาษาและดนตรีเป็นกรอบในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางดุริยางคศาสตร์และการปฏิบัติดนตรีไทย</p> <p> การจำแนกประเภทเครื่องดนตรีไทยตั้งอยู่บนฐานของกริยาที่ใช้ในการบรรเลง ได้แก่ ดีด สี ตี และเป่า ซึ่งแตกต่างจากระบบการจำแนกเครื่องดนตรีของตะวันตกที่ใช้แหล่งกำเนิดเสียงเป็นเกณฑ์หลัก และยังพบว่า กริยาทั้งสี่ในภาษาไทยได้ถูกขยายความหมายผ่านคำขยายที่ใช้ในการอธิบายกลวิธีการบรรเลงดนตรี โดยคำขยายเหล่านี้ทำหน้าที่บอกลักษณะการเคลื่อนไหว อวัยวะที่ใช้ ทิศทาง ลักษณะของลม และคุณลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นจากการบรรเลง ข้อค้นพบสำคัญของบทความนี้คือ การชี้ให้เห็นบทบาทของภาษาไทยในฐานะกรอบแนวคิดที่กำหนดทั้งระบบการจำแนกเครื่องดนตรีและการจัดระบบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านดนตรีไทยซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างภาษาและดนตรีในบริบทวัฒนธรรมไทย</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/2642
ผีตาโขน: การใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมบนฐานอัตลักษณ์ของจังหวัดเลย
2025-09-17T10:34:05+07:00
ไทยโรจน์ พวงมณี
thai-roj@hotmail.com
อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ
thai-roj@hotmail.com
สุภาวดี สำราญ
thai-roj@hotmail.com
วีระนุช แย้มยิ้ม
thai-roj@hotmail.com
ขนิษฐา หาระคุณ
thai-roj@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และ 2) ศึกษาการใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมบนฐานอัตลักษณ์จังหวัดเลย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการลงพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ใช้แนวคิดผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แนวคิดการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า 1) ผีตาโขนมีนัยหมายถึง คนที่สวมใส่หน้ากากปิดบังหน้าตาที่แท้จริง สวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายลักษณะรุ่มร่าม สีสดใสและมิดชิด และนัยประเพณีท้องถิ่นที่จัดขึ้น ช่วงงานบุญเดือน 7 ชาวบ้านเรียกว่า “งานบุญหลวง” มีผีตาโขนจากหลายหมู่บ้านเข้าร่วมการละเล่น และขบวนแห่จำนวนมาก ส่วนอัตลักษณ์ของผีตาโขนคือหน้ากากที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีตและวิจิตรด้วยระบายสีลวดลายไทย และลายสมัยใหม่ด้วยสีที่จัดจ้าน สวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บจากผ้าสมัยใหม่ที่มีสีสดใส การประดับตกแต่งด้วยหมากกะแหล่ง และกระดิ่งรอบเอวเพื่อให้เคลื่อนไหวแล้วมีเสียงดัง และ 2) การใช้ผีตาโขนออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม มีขั้นตอนดังนี้ (1) ขั้นการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และการลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ และรับรู้ถึงประสบการณ์ทางอารมณ์ และความรู้สึก (2) ขั้นการปฏิบัติการสร้างสรรค์ ด้วยการกำหนดแนวคิด การออกแบบร่าง การพัฒนาแบบร่าง การพิจารณาแบบร่าง การดำเนินผลิตต้นแบบ และการประเมินต้นแบบเบื้องต้น โดยระหว่างการดำเนินการผลิตนั้น นักออกแบบจะปรับปรุง และแก้ไขให้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบนั้นมีความเป็นไปได้ต่อการผลิตซ้ำ มีภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสอดคล้องกับรสนิยมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย และ (3) ขั้นการประเมินผล แบ่งเป็น 2 กระบวนการ คือ ประเมินโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ มีเกณฑ์ดังนี้ เนื้อหาเรื่องราว ประโยชน์ใช้สอย รูปแบบผลิตภัณฑ์ ความคิดสร้างสรรค์ การผลิต และคุณภาพ และประเมินโดยกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย มีเกณฑ์ดังนี้ เนื้อหาเรื่องราว ประโยชน์ใช้สอย ภาพลักษณ์และความสวยงาม คุณภาพและคุณค่าของผลิตภัณฑ์</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jlcs/article/view/3062
ภาพแทนบทบาทพระสงฆ์ในวรรณกรรมพุทธศาสนาไทยร่วมสมัย: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างเรื่อง หลวงตา และซีรีส์ สาธุ
2025-12-17T19:15:02+07:00
เชน นคร
thaichennakorn@gmail.com
วราสะยะ วราสยานนท์
Thaichennakorn@gmail.com
โกศล มาดี
Thaichennakorn@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาภาพแทนบทบาทพระสงฆ์ในวรรณกรรมพุทธศาสนาไทยร่วมสมัย ผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างวรรณกรรมเรื่อง หลวงตา และซีรีส์ สาธุ เพื่อทำความเข้าใจลักษณะและความหมายของบทบาทพระสงฆ์ผ่านทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนาที่แตกต่างกัน ตัวบททั้งสองบอกช่วงเวลาทางสังคมที่ห่างกัน โดย หลวงตา นำเสนอภาพสังคมชนบทและสังคมเกษตรกรรมในช่วง พ.ศ. 2500–2515 ขณะที่ สาธุ ถ่ายทอดภาพพระสงฆ์และสถาบันวัดในบริบทสังคมเมืองร่วมสมัยของทุนนิยมและเทคโนโลยีดิจิทัล มีกรอบแนวคิดวรรณกรรมในฐานะภาพสะท้อนสังคม และดำเนินการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากตัวบทวรรณกรรมและสื่อภาพยนตร์ โดยพิจารณาบทบาท หน้าที่ ความสัมพันธ์ของพระสงฆ์กับชุมชน รวมถึงปัจจัยทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดภาพแทน</p> <p> ผลการวิเคราะห์พบว่า หลวงตา สร้างภาพแทนพระสงฆ์ในฐานะศูนย์กลางทางศีลธรรมและผู้นำทางจิตใจของชุมชนชนบท พระสงฆ์มีบทบาทเชื่อมโยงศาสนากับวิถีชีวิตเกษตรกรรม และทำหน้าที่ธำรงคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ สาธุ นำเสนอภาพแทนพระสงฆ์กับสังคมร่วมสมัย ซึ่งบทบาทของพระสงฆ์ปรากฏผ่านกระบวนการปรับตัวและการต่อรองกับแรงกดดันจากทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างอำนาจภายนอก โดยการเปรียบเทียบภาพแทนบทบาทพระสงฆ์ในวรรณกรรมทั้งสองเรื่อง แสดงทัศนะบทบาทผู้นำทางศาสนาในสังคมไทยไม่ได้เลือนหายไป แต่มีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกัน บทความนี้จึงช่วยขยายความเข้าใจบทบาทพระสงฆ์ในฐานะสถาบันและปัจเจกบุคคลผ่านสื่อวรรณกรรมและสื่อร่วมสมัย</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภาษาและวัฒนธรรมศึกษา