วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS
<p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร:</strong></p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากล: </strong><strong>ISSN : 3057 – 0875 (Online)</strong></p> <p>วารสาร นวพุทธศาสตร์ (Journal of Modern Buddhist Studies) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความวิจารณ์หนังสือ และบทความในสาขาที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ สาขาศาสนาและเทววิทยา สาขาพระพุทธศาสนา สาขาปรัชญา สาขาศิลปศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /><strong>เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้ </strong> <br />ฉบับที่ 1: มกราคม – มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ </strong>บทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) บทความอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร<br /><strong>หมายเหตุ:</strong> ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - Blind Peer Review)<br /> บทความที่ส่งมาตีพิมพ์ในวารสาร นวพุทธศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ๆ ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่วารสารกำหนด</p> <p><strong>ข้อสงวนสิทธิ์<br /></strong> ทัศนะและความคิดเห็นในบทความวารสาร นวพุทธศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่ละท่านไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสาร</p>
สํานักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 1 วัดพยัคฆาราม
th-TH
วารสาร นวพุทธศาสตร์
3057-0875
-
การอนุมานความหมายโดยอ้อมในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS/article/view/2493
<p>บทความเรื่อง “การอนุมานความหมายโดยอ้อมของอรรถกถาและฎีกา” นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและหลักการของ “อุปจาระ” (Upacāra) ซึ่งเป็นวิธีการใช้ภาษาโดยอ้อมที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอุปจาระทั้ง 12 ประเภทที่โบราณจารย์ได้บัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายข้อความในพระไตรปิฎกที่มีลักษณะคลุมเครือหรือใช้ภาษาทางธรรมในเชิงนัยยะ งานก่อนหน้าได้กล่าวถึงอุปจาระเหล่านี้เป็นรายกร โดยเน้นการอธิบายตัวอย่างจากคัมภีร์เป็นหลัก แต่ยังขาดการจัดกลุ่มและวิเคราะห์เชิงโครงสร้างทางภาษาศาสตร์ งานชิ้นนี้จึงนำเสนอการจัดหมวดหมู่อุปจาระทั้ง 12 รูปแบบใหม่ โดยอิงกับแนวคิดทางภาษาศาสตร์ว่าด้วย โวหารภาพพจน์ (figurative language) ได้แก่ เมทาฟอร์ (metaphor), เมโทนีมี (metonymy) และ สิเนคโดกี (synecdoche) ร่วมกับกรอบการวิเคราะห์เชิงตรรกะ เช่น การอนุมานโดยอ้อม เพื่ออธิบายหลักการคิดของโบราณจารย์ให้มีระบบและเป็นสากลมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่า อุปจาระสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 หมวดหลัก คือ (1) การเปลี่ยนชนิดความหมาย (พูดถึงสิ่งหนึ่งแต่หมายถึงอีกสิ่งหนึ่ง) (2) ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกับทั้งหมด (3) การเปรียบเปรยโดยใช้อุปมา เพื่อแสดงนัยทางความหมาย การจัดกลุ่มเช่นนี้ช่วยให้สามารถเข้าใจตรรกะการตีความของคัมภีร์ชั้นรองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแปล วิเคราะห์ หรืออธิบายคำสอนในเชิงระบบ งานวิจัยชิ้นนี้เสนอแนะว่า งานตีความคัมภีร์พุทธในอนาคต ควรประยุกต์ใช้แนวคิดจากภาษาศาสตร์ร่วมสมัยเพื่อศึกษาวิธีการใช้ภาษาของโบราณจารย์อย่างเป็นระบบ อันจะช่วยให้การถ่ายทอดพุทธธรรมมีความเข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้ฟังร่วมสมัยได้มากยิ่งขึ้น</p>
พระมหาไวทย์ชนินทร์ อาวุธปญฺโญ (มีสุวรรณ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
4 2
1
14
-
PUBLIC การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชนของไทย : แนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS/article/view/2663
<p>การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ SDG 14–15 การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและบนบก รัฐบาลไทยได้ตรา พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อรองรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในทุกระดับ ตั้งแต่ท้องถิ่น ประเทศ ไปจนถึงนานาชาติ (กนก กฎหมาย 2567) พร้อมจัดตั้งหน่วยงานหลักด้านสิ่งแวดล้อม 3 แห่ง คือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เพื่อสนับสนุนการบรรลุ SDGs อย่างเป็นระบบ</p> <p>ในจำนวนนี้ สผ. ทำหน้าที่สำคัญในการวางนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลดมลพิษ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการคงสมดุลของระบบนิเวศทั้งในเมืองและชนบท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อพิจารณาระดับชุมชน ปัญหาขยะ มลพิษ น้ำเสีย และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุ SDG 11 และ SDG 12 ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า การสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ และการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ช่วยให้ชุมชนจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ เช่น ภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และรูปแบบการพัฒนาเมือง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์บริบทจริงของชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การบรรลุ SDGs อย่างยั่งยืน</p>
รัตกร แสงสุด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
4 2
15
33
-
บริบทการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 กับบทบาทพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS/article/view/2823
<p>บทความนี้มุ่งอธิบายบริบทการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 กับบทบาทพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่าโลกดิจิทัลได้เปลี่ยนรูปแบบการรับรู้ การสื่อสาร และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้คนอย่างรวดเร็ว การธำรงคุณค่าพระธรรมจึงต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างแก่นสาระทางพุทธธรรมกับนวัตกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่ ภายใต้กรอบพระธรรมวินัยและความร่วมมือของพุทธบริษัททั้ง 4 บทความสังเคราะห์บทเรียนเชิงประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปฐมเทศนาถึงการสังคายนา ตลอดจนการขยายพระศาสนาสู่สุวรรณภูมิ เพื่อชี้ให้เห็นต้นแบบการสื่อสารที่กระชับ ชัดเจน มุ่งผลลัพธ์เชิงเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการรักษาความถูกต้องของเนื้อหาและวินัยสงฆ์</p> <p>กรอบข้อเสนอประกอบด้วย 4 มิติหลักของบทบาทพระสงฆ์ในยุคใหม่ ได้แก่ (1) ผู้นำทางจิตวิญญาณและครูของสังคม และยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ คุณธรรม และปัญญา (2) นักออกแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ แปลงหลักธรรมเป็นกิจกรรมสั้น กระชับ มีส่วนร่วม วัดผลได้ และตอบจริตผู้เรียน (3) นักสื่อสารสาธารณะ ใช้สื่อสังคม พอดแคสต์ ไลฟ์สตรีม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และคอนเทนต์หลายภาษา เพื่อขยายการเข้าถึงโดยไม่กระทบแก่นธรรม และ (4) ผู้ประสานเครือข่าย สร้างเครือข่ายสังคมพระพุทธศาสนา การเชื่อมวัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ภาคธุรกิจ และเครือข่ายนานาชาติ</p> <p>ดังนั้นการยึดแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เป็นกลไกขับเคลื่อน โดยเปลี่ยนความรู้ฝังลึกให้เป็นคู่มือ สื่อการสอน และฐานข้อมูล กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ทั้งด้านพฤติกรรม สังคม และจิตใจ ดำเนินวงจรปรับปรุง และบ่มเพาะวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต บทสรุปชี้ว่า ความสำเร็จของการเผยแผ่ในศตวรรษที่ 21 อยู่ที่การบูรณาการธรรมะ + เทคโนโลยี ภายใต้พระธรรมวินัย โดยมีพระสงฆ์เป็นแกนนำ เชื่อมพุทธบริษัททั้ง 4 เพื่อประโยชน์สุขมหาชน</p>
นพขวัญ นาคนวล
พระมหาอกนิษฐ์ สิริปญฺโญ (อาจวิชัย)
ปกรณ์กฤษ หวังกุ่ม
พระมหาวีรพล กตปุญฺโญ (ดวงก้อม)
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
4 2
34
48
-
Buddhist พุทธสุนทรียศาสตร์: ศาสตร์ความงามแห่งพุทธศิลป์ไทย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS/article/view/2826
<p>บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายแนวคิด พุทธสุนทรียศาสตร์ เป็นศาสตร์แห่งความงามที่แสดงถึงจิตวิญญาณและปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา ผ่านรูปแบบของศิลปกรรมไทยที่งดงาม ลุ่มลึก และเปี่ยมด้วยความหมายทางธรรม ความงามในพุทธศิลป์ไทย ไม่ได้ดูที่ของรูปทรง สีสัน หรือความประณีตเชิงช่าง หากจะต้องดูในเรื่องของความงามทางจิตวิญญาณด้วย โดยเชื่อมกับศิลปะเข้ากับกระบวนการตระหนักรู้ในธรรมะอันซ่อนเร้นอยู่ภายในผลงานด้วย ปัจจุบันศิลปินไทยจำนวนมากได้ถ่ายทอดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไว้ในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ทำให้พุทธศิลป์แสดงถึงการทำหน้าที่ในการสร้างความซาบซึ้งทางสายตา ให้ผู้ชมเกิดการใคร่ครวญภายใน และนำไปสู่แรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตตามแนวทางแห่งสติและปัญญา ดังนั้น พุทธศิลป์ไทย จะคิดแค่ว่าเป็นเพียงมรดกทางศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นเสมือนภาษาทางศิลป์ของธรรมะ ที่แสดงถึงจิตใจคนไทยและความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น การสำรวจแนวคิดพุทธสุนทรียศาสตร์ในบริบทของศิลปกรรมไทย วิเคราะห์คุณค่าทางจิตวิญญาณและสุนทรียะที่แฝงอยู่ภายในผลงาน ทำให้เห็นว่าพุทธศิลป์ไทยมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมจิตใจผู้คนให้เข้าถึงความสงบ ความงาม และปัญญา ท่ามกลางบริบทของสังคมร่วมสมัย</p>
ธนะกิจ อินยาโส
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
4 2
49
63
-
การศึกษาปัญญาประดิษฐ์เพื่อการใช้งานอย่างสร้างสรรค์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/jMBS/article/view/2835
<p>ในยุคปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างรวดเร็วและรอบด้าน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายภาคส่วน ในด้านธุรกิจ การเสริมสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ การพัฒนาการศึกษารูปแบบใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายมิติ แต่การพัฒนาและการใช้งาน AI อย่างกว้างขวางย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและผลกระทบที่ซับซ้อน ทั้งในด้านการสูญเสียงาน ความปลอดภัยไซเบอร์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว และการสร้างข้อมูลเท็จที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางสังคมและประชาธิปไตย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและการทำงานของ AI รวมถึงการสำรวจประโยชน์ อันตราย และข้อถกเถียงเชิงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการกำกับดูแลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพต่อสิทธิมนุษยชน การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI กับการป้องกันผลกระทบเชิงลบถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันกำหนดทิศทางและออกแบบกรอบการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ</p>
ไพสันติ์ ศรีแปง
ธันวา ชัยแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวพุทธศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
4 2
64
71