https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/issue/feed วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน 2026-07-13T14:58:23+07:00 ดร.อณิษฐา หาญภักดีนิยม cddjournal67@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน (</strong><strong>Journal of Research and Development,Community Development Department)</strong></p> <p> วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน เป็นวารสารวิชาการที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติที่เผยแพร่ผลงาน บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีผลงานวิชาการจากคณาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการ ประกอบด้วย ผลงานของบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชนและภายนอกหน่วยงาน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้ประเมิน เพื่อพิจารณาคุณค่าและความถูกต้องของผลงานตามหลักวิชาการ มีการกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (เดือนมกราคม - มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม)</p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/3007 Guidelines แนวทางการสร้างการเรียนรู้สาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง 2026-02-12T09:32:18+07:00 ณัฐนิช รักขติวงศ์ chermman55@gmail.com เกรียงไกร สิงห์แก้ว kriengkai4@gmail.com นันทวัตธ์ ไชยมงคล natee0925@gmail.com วรรณิษา ขัดชุมศรี wanniissaa@gmail.com สุวลี ฟูทอง suwaleearm@gmail.com ปวีณา งามประภาสม nookkyynich@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการดำเนินงานด้านการเรียนรู้สาธารณะ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปางในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้สาธารณะ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้สาธารณะที่มีประสิทธิภาพ สำหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปางให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่บริการทั้ง 8 จังหวัด การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 150 คน และวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ เกษตรกรจำนวน 40 คน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาธารณะปัจจุบัน บางส่วนยังไม่ครอบคลุมเนื้อหา ตรงกับความต้องการของประชาชน ขาดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่ เกษตรอินทรีย์ รวมถึงช่องทางการสื่อสาร หรือการประชาสัมพันธ์การเรียนรู้ด้านอาชีพ 2) ปัจจัยที่ส่งผลสูงต่อการเรียนรู้ ได้แก่ &nbsp;ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา กับอาชีพและชีวิตจริงของผู้เรียน การมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบกิจกรรม ศักยภาพของวิทยากรและผู้นำชุมชนในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ ขาดการ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ขาดรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น 3) แนวทางการพัฒนาการเรียนรู้สาธารณะที่มีประสิทธิภาพได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สาธารณะในเรื่อง การทำนาอินทรีย์ โดยใช้แนวทางเรียนรู้ ในพื้นที่จริง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ที่ให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเองมากขึ้น ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีง่าย ๆ เช่น คลิปวิดีโอ และ LINE กลุ่ม เพื่อสื่อสารการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/3045 ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้การบริการของงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี 2026-02-12T09:30:21+07:00 Krisda Nantapetch kris.gspa@gmail.com <p><em>&nbsp;</em><em><strong>บทคัดย่อ</strong></em></p> <p><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของงานป้องกันและบรรเทา<br>สาธารณภัย และเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการให้บริการของงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</em> <em>แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับ</em>ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลหนองตำลึง 394 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-Test และ One-way ANOVA ในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.96 มีอายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 34.52 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 44.42 ทำอาชีพเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 35.53 ประเภทงานที่ใช้บริการส่วนใหญ่คือ น้ำท่วม ร้อยละ 37.82 และส่วนมากพักอาศัยในชุมชน 4-6 ปี ร้อยละ 32.23</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพึงพอใจด้านวิธีการให้บริการมากที่สุด รองลงมาคือด้านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและด้านระบบให้บริการอยู่อันดับสุดท้าย ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชานที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพต่างกัน มีความพึงพอใจงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไม่แตกต่างกัน แต่ประชาชนที่ใช้บริการการให้ความช่วยเหลือต่างกัน&nbsp;และระยะเวลาพักอาศัยอยู่ในชุมชนต่างกัน มีความพึงพอใจต่องานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/2942 D การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม “การทำผ้าพิมพ์สีธรรมชาติ Eco print” สำหรับเด็กและเยาวชน ของกลุ่มงานประดิษฐ์บ้านพรพิมาน ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 2026-02-12T09:35:44+07:00 สุฑามาศ อัมรินทร์ capsutamas@gmail.com ภัทธิญา ติกจินา pattiya0201@gmail.com แพรวพรรณ พุกพันธ์ 1232smile@gmail.com กนกวรรณ จิตรา Kafanes262@gmail.com <p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมการทำผ้าพิมพ์สีธรรมชาติ (Eco Print) สำหรับเด็ก และเยาวชนของกลุ่มงานประดิษฐ์บ้าน พรพิมาน ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตรดังกล่าว โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) และการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการของชุมชน (2) การพัฒนาหลักสูตร และ (3) การทดลองใช้หลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า (1) ขั้นพัฒนาหลักสูตร หลักสูตรมีหน่วยการเรียนรู้ จำนวน 5 หน่วย ครอบคลุมด้านความรู้ ทักษะ&nbsp; และเจตคติ โดยใช้กิจกรรมเวิร์กช็อปแบบลงมือปฏิบัติจริงเป็นหลัก ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมและสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายบริบท และ (2) ขั้นการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการทำผ้าพิมพ์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สีธรรมชาติ (Eco print) เพิ่มขึ้น แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือในการทำงาน ความตระหนักรู้ ด้านสิ่งแวดล้อม เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน และมีความกระตือรือร้นที่จะเผยแพร่ผลงานและองค์ความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรนี้สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้จริง และส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การทำผ้าพิมพ์สีธรรมชาติ, Eco Print, การพัฒนาหลักสูตร, การฝึกอบรม, เด็กและเยาวชน</p> <p>&nbsp;</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/3048 The DEVELOPMENT OF PARTICIPATORY LEARNING MATERIALS IN THE MODEL COMMUNITY LEARNING AREA FOR COMMUNITY LAB MODEL FOR QUALITY OF LIFE (CLM) OF SUB-DISTRICT. 2026-05-01T16:33:45+07:00 กิติศักดิ์ รุ่งสาง spycdd@gmail.com พนารัตน์ ครุฑบึงพร้าว panarat9899@gmail.com วรรณภา ทองศรี wannapattong@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชนพื้นที่แปลง CLM ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก&nbsp; 2) พัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชนในการส่งเสริมการเรียนรู้สาธารณะ&nbsp; โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ควบคู่ไปกับการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 ได้แก่ วิทยากรประจำฐานเรียนรู้ 9 ฐานๆ ละ 2 คน รวมจำนวน 18 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ/จังหวัด จำนวน 2 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ได้แก่ นักเรียนและประชาชนทั่วไปในพื้นที่อำเภอวังทอง ที่เข้ามาเรียนรู้ในแปลง CLM</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชุมชนพื้นที่แปลง CLM ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) ด้านสภาพพื้นที่ทางกายภาพ 2) ด้านการบริหารจัดการ 3) ด้านการให้บริการ&nbsp;</li> <li class="show">มีการสร้างสื่อการเรียนรู้ในพื้นที่แปลง CLM ตำบลแม่ระกา ประกอบด้วย สื่อเรียนรู้ประเภทป้ายองค์ความรู้ จำนวนทั้งหมด 131 แผ่น และสื่อการเรียนรู้สำหรับการสาธิตและฝึกปฏิบัติ 12 เรื่อง และสื่อเรียนรู้ดิจิทัลที่รวบรวมสื่อประเภทวีดีทัศ และอินโฟกราฟิก ไว้ในรูปของคิวอาร์โค้ด (QR Code) จำนวน 9 ชุดข้อมูล จากการพัฒนาสื่อเรียนรู้ดังกล่าวพบว่าผู้เข้ามาเรียนรู้มีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนรู้ภายในแปลง CLM อยู่ในระดับมากที่สุด &nbsp;( =4.63, S.D. 0.58) มีความพึงพอใจต่อความรู้ความเข้าใจด้านวิชาการที่ได้รับในแต่ละฐานการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.64, S.D. 0.59) และมีความพึงพอใจต่อการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.73, S.D. 0.51)</li> </ol> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>สื่อเรียนรู้, โคกหนองนา, ศพช.พิษณุโลก</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/2944 D การพัฒนาการให้บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ตามมาตรฐานการให้บริการ (Better touch point) 2026-04-09T17:23:58+07:00 ภัทธิญา ติกจินา pattiya0201@gmail.com สุฑามาศ อัมรินทร์ capsutamas@gmail.com กนกวรรณ จิตรา Kafanes262@gmail.com แพรวพรรณ พุกพันธ์ 1232smile@gmail.com <p><em><strong>บทคัดย่อ</strong></em></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบุคลากรให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการให้บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายกที่สอดคล้องกับมาตรฐานการให้บริการของกรมการพัฒนาชุมชน (Better Touch Point) และเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เป็นระบบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ผสมผสานกับแนวคิดวงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการให้บริการ กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรในสังกัดศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก จำนวน 30 คน โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่มการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมระดมสมอง ผลการศึกษาพบประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ การจัดการภูมิทัศน์ สิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่ และการให้บริการแก่ผู้รับบริการ จึงได้มีการกำหนดมาตรการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เช่น การปรับปรุงป้ายบอกทาง การจัดทำทะเบียนผู้ใช้บริการ การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านบริการ การจัดทำแผนเผชิญเหตุ และส่งเสริมกิจกรรม 5ส อย่างต่อเนื่อง ผลจากการดำเนินงาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตามแนวคิด PDCA พบว่าศูนย์ฯ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งด้านกายภาพและการบริหารจัดการบริการ ส่งผลให้การให้บริการมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (Better Touch Point) และสามารถต่อยอดการพัฒนา สู่ระบบบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การพัฒนาการให้บริการ,มาตรฐานการให้บริการ (Better touch point),วงจรการบริหารคุณภาพ (PDCA)</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/3055 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการรับราชการของบุคลากรเทศบาลตำบลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 2026-03-21T17:55:41+07:00 Pichit Ratchatapibhunphob pichit.ra@go.buu.ac.th <p><em>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการรับราชการของบุคลากรเทศบาลตำบลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการรับราชการ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเทศบาลตำบลบ้านบึงบุคลากรจำนวน 97 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ</em>ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์สมการถดถอย</p> <p><em>ผลวิจัยพบว่า</em><em> :</em></p> <ol> <li><em> ระดับความต้องการรับราชการของบุคลากรเทศบาลตำบลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความมั่นคงในอาชีพมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองมาคือ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและลักษณะงาน และด้านเงินเดือนและสวัสดิการ ตามลำดับ</em></li> <li><em> ปัจจัยด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ ด้านความมั่นคงในอาชีพ และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและลักษณะงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการรับราชการของบุคลากรเทศบาลตำบลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยมีระดับความสัมพันธ์ระดับสูงและสูงมาก</em></li> <li><em> ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการรับราชการของบุคลากรเทศบาลตำบลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ได้แก่ ปัจจัยด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ปัจจัยด้านความมั่นคงในอาชีพ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและลักษณะงาน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</em></li> </ol> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/2567 ความสำเร็จในการบริหารงานของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 2025-12-24T13:59:48+07:00 Woraphong Lekphong wor.13062530@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง และ 3) ศึกษาแนวทางความสำเร็จในการบริหารงานที่มีประสิทธิผลของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสมวิธี ซึ่งประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 7 ภาคีเครือข่าย จำนวน 17 หมู่บ้านๆ ละ 10 คน รวม 170 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งพิจารณาตามประสบการณ์ในการทำงานในตำบลสองพี่น้อง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับต้น ซึ่งนำเสนอเชิงบรรยายประกอบการอภิปรายผล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมระดับการบริหารงานของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับมาก โดยมีปัจจัยการวางแผน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและทิศทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน และในภาพรวมระดับความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานของผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับมาก โดยมีปัจจัยด้านกิจกรรมเชิงประจักษ์ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การดำเนินโครงการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ได้แก่ ผู้นำทำก่อน บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน และศูนย์แบ่งปันพันธุ์ผัก ที่มีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/3006 A A Model Designed to Develop Leadership Potential, Grounded in The Philosophy of Sufficiency Economy, Aimed at Strengthening The Nong Bua Chum Community in Kalasin Province 2026-02-12T09:34:13+07:00 กรรภิรมย์ ดรพล kanphiromdornpon@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของผู้นำชุมชนบ้านหนองบัวชุม และ 2) สร้างรูปแบบการพัฒนา ศักยภาพผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองบัวชุม จังหวัดกาฬสินธุ์ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบเก็บประเด็น และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พัฒนากร กำนัน ตัวแทน อปท. ผู้นำ อช. ประธานสตรีตำบล ผู้นำชุมชน ผู้นำด้านทุนชุมชน ผู้นำกลุ่มอาชีพ และปราชญ์รวม 20 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำชุมชนมีศักยภาพสอดคล้องกับมาตรฐานการพัฒนาชุมชนใน 3 ด้าน ได้แก่1) การบริหารตนเอง เสียสละเพื่อส่วนรวม พัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม 2) การบริหารงาน ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการพัฒนาตอบสนองความต้องการของชุมชน บูรณาการร่วมกับภาคี เครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ 3) การบริหารสังคม สื่อสารสร้างความเข้าใจและไว้วางใจ ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชน น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้และจากการศึกษานำไปสู่การสร้าง รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำที่ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้นำและสมาชิกเพื่อพัฒนาศักยภาพและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้เสริมทักษะ และอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/2855 การจัดการภาวะหมดไฟในหน่วยงานราชการภาครัฐ 2025-12-24T14:27:31+07:00 Puwanart Rattanatrang s6520835138@pkru.ac.th <p>ภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญและส่งผลกระทบอย่างมาก<br>ที่องค์การอนามัยโลก (WHO)ว่าเป็นอาการที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงานโครงการจัดการภาวะ Burn out ในการทำงานเพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงป้องกันและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างเป็นระบบครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อตระหนักรู้ถึงภาวะ <br>Burn out ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันการ Burn out ของทรัพยากรมนุษย์ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในหน่วยงานภาครัฐ โดยการเก็บรวบรวมจากแบบสอบถามจากตัวอย่างบุคลากรหน่วยงานภาครัฐเป็นเครื่องมือ ในการวิเคราะห์ผลและสรุปผล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลที่คาดหวัง เพื่อให้บุคลลาการในภาครัฐมีความรู้ความเข้าใจกับภาวะหมดไฟในการทำงาน รับมือกับภาวะหมดไฟในการทำงานให้ตนเองและบุคลากรที่ร่วมงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ส่งผลให้สภาพแวดล้อมดี องค์กรมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> ภาวะหมดไฟ ทรัพยากรมนุษย์ บุคลากรภาครัฐ</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/cdd/article/view/2849 การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาสู่การทำงานภาครัฐในยุค AI 2025-12-24T13:57:37+07:00 นายคณิต สุวรรณพงษ์ s6520835110@pkru.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการ “การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาสู่การทำงานภาครัฐในยุค AI” จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย Thailand 4.0 โดยตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน และการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งความพร้อมของบุคลากรภาครัฐถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านนี้ วัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของ AI ที่มีต่อการพัฒนาระบบราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI และสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นเวทีให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนความเห็นและแนวทางการนำ AI มาใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ การสร้างบุคลากรภาครัฐที่มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการให้บริการประชาชน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนการใช้ AI และทำให้ภาครัฐมีศักยภาพในการพัฒนาและปรับปรุงระบบการทำงานให้ทันสมัย ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, การบริหารงานภาครัฐ</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยและพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน