https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/issue/feed วารสารนวัตกรรมวิชาการ 2025-10-06T07:49:26+07:00 ดร.วิจิตรา โพธิสาร aij@aiide.in.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารนวัตกรรมวิชาการ (Academic Innovation Journal)</strong><br /><strong>ISSN 3057-1367 (Online)</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong> คือ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการให้นักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่บทความทางวิชาการ</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong> ดังนี้ <br />- นวัตกรรมการเรียนการสอน (Innovative Teaching and Learning)<br />- นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (Innovation and Educational Technology)<br />- การพัฒนาหลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้ (Curriculum Development and Learning Design)<br />- การวัดและประเมินผลทางการศึกษา (Assessment and Evaluation in Education)<br />- การบริหารและการจัดการศึกษา (Educational Administration and Management)<br />- จิตวิทยาและการแนะแนวทางการศึกษา (Educational Psychology and Guidance)<br />- การศึกษาตลอดชีวิตและการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Lifelong Learning and Self-Directed Learning)<br />(เปิดรับผ่านระบบตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป)</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong> โดยออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม ถึง เมษายน | ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม | ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน ถึง ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทบทความ</strong> บทความแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยรับตีพิมพ์บทความ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>เงื่อนไขตีพิมพ์บทความ</strong> ดังนี้ <br /><strong>1. การพิจารณาเบื้องต้น</strong> <br /> <span class="x1xsqp64 xiy17q3 x1o6pynw x19co3pv xdj266r xcwd3tp xat24cr x39eecv x2b8uid" data-testid="emoji"><span class="xexx8yu xn5pp95 x18d9i69 x2fxd7x x3jgonx x1bhl96m">🔵 </span></span>บทความต้องอยู่ในขอบเขตของวารสาร<br /> <span class="x1xsqp64 xiy17q3 x1o6pynw x19co3pv xdj266r xcwd3tp xat24cr x39eecv x2b8uid" data-testid="emoji"><span class="xexx8yu xn5pp95 x18d9i69 x2fxd7x x3jgonx x1bhl96m">🔵 </span></span>การเขียนอยู่ในรูปแบบการเขียนบทความที่วารสารกำหนดไว้ <a href="https://drive.google.com/file/d/1bXkLmiqsdYeP5QCQnUyJk-5sZ9bCgAMv/view?usp=sharing">Instructions for Authors</a><br /> <span class="x1xsqp64 xiy17q3 x1o6pynw x19co3pv xdj266r xcwd3tp xat24cr x39eecv x2b8uid" data-testid="emoji"><span class="xexx8yu xn5pp95 x18d9i69 x2fxd7x x3jgonx x1bhl96m">🔵 </span></span>บทความจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ <br /> <span class="x1xsqp64 xiy17q3 x1o6pynw x19co3pv xdj266r xcwd3tp xat24cr x39eecv x2b8uid" data-testid="emoji"><span class="xexx8yu xn5pp95 x18d9i69 x2fxd7x x3jgonx x1bhl96m">🔵 </span></span>ข้อมูลภาพ ตาราง และเนื้อหา จะต้องระบุแหล่งที่มา หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์<br /> <span class="x1xsqp64 xiy17q3 x1o6pynw x19co3pv xdj266r xcwd3tp xat24cr x39eecv x2b8uid" data-testid="emoji"><span class="xexx8yu xn5pp95 x18d9i69 x2fxd7x x3jgonx x1bhl96m">🔵 </span></span>บทความอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International : CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p><strong>2. การประเมินบทความ</strong> <br />เมื่อผ่านการพิจารณาเบื้องต้นแล้ว บทความจะถูกส่งไปประเมินคุณภาพของบทความจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และรูปแบบการประเมินบทความเป็นแบบผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review)</p> <p><strong>3. การตัดสินบทความ<br /></strong>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน และมีการแก้ไขบทความความข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและบรรณาธิการอย่างครบถ้วน การตัดสินบทความอยู่บนฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ (Publication Ethics) สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ (COPE) และประกาศศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย เรื่อง การประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 และประกาศแก้ไขเพิ่มเติม เรื่อง การประเมินด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทยในฐานข้อมูล TCI พ.ศ. 2566 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568</p> <p>ทั้งนี้ วารสารนวัตกรรมวิชาการ<strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong></p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/article/view/2597 แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2025-09-24T16:10:30+07:00 วราภรณ์ เลิศขามป้อม cotlin7@gmail.com อรุณี ปราบพยัคฆ์ arunee141214@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2. เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสายสนับสนุน หาขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรเครซี่และมอร์แกน จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t – test ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F -test ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำแนกตามเพศ และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุน พบว่า ควรมีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน เช่น เปิดโอกาสให้บุคลากรใช้ความสามารถ ไหวพริบ ปฏิภาณ วิธีการ การตัดสินใจในการแก่ปัญหาได้อย่างเต็มที่ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การจัดลำดับความสำคัญ และการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาตนเอง เช่น การตระหนักรู้ในตนเอง การจัดการอารมณ์ การเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมวิชาการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/article/view/2596 การศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการงานธุรการ งานกิจการสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2025-09-07T10:01:30+07:00 นิรัฉรา อ่อนสุวรรณ niratchada.aonsuwan@gmail.com วราภรณ์ เลิศขามป้อม cotlin7@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการงานธุรการ งานกิจการสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2. เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการงานธุรการ งานกิจการสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายสนับสนุน หาขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรเครซี่และมอร์แกน จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t–test ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการงานธุรการ งานกิจการสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการงานธุรการงานกิจการสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำแนกตามเพศ อายุ และประเภทบุคลากร โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้พบว่าข้อเสนอแนะจากผู้รับบริการเน้นการปรับปรุงการให้บริการของเจ้าหน้าที่ให้มีความอ่อนโยน ชัดเจน และให้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก และการเปิดให้บริการในช่วงเวลาที่ครอบคลุมขึ้น</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมวิชาการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/article/view/2502 การพัฒนาทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2025-10-06T07:49:26+07:00 ยอดชาย กุลเกตุ adamasgg@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร หลังการใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก และ 3) เปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนหน่วยการจัดการเรียนรู้ (Unit Plan) วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร 2) แบบประเมินทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ 3) แบบทดสอบ 4) แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร หลังการใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก อยู่ในระดับดี 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังใช้วิธีสอนแบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมวิชาการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/article/view/2586 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองบัวใน อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิด Concrete Pictorial Abstract (CPA) 2025-09-25T07:19:23+07:00 สิริรัตน์ ห้วยทราย sirirut.ha@ksu.ac.th สุพจน์ ดวงเนตร sirirut.ha@ksu.ac.th ศศิธร แสนพันดร sirirut.ha@ksu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด CPA ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูปเรขาคณิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนหนองบัวใน อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนในชั้นเรียน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด (CPA) จำนวน 10 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดก่อนเรียน ชุดหลังเรียน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าIOC ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการจัดกิจกรรมตามแนวคิด CPA นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.00 2) หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด CPA นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด CPA</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมวิชาการ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/aij/article/view/2688 การพัฒนาศักยภาพและประสบการณ์การเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนด้วยการส่งเสริมเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขันทางศิลปะ 2025-09-25T08:48:18+07:00 ไทยโรจน์ พวงมณี thai-roj@hotmail.com อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ itsariyachaikulap@gmail.com อรทัย จิตไธสง orathai.jit@lru.ac.th คชสีห์ เจริญสุข mtcomputer9@hotmail.com ธีระพงษ์ พิทักษ์ศฤงคาร trp999@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการพัฒนาศักยภาพและประสบการณ์การเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนด้วยการส่งเสริมเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขันทางศิลปะ ใช้การศึกษาเอกสารและการเข้าร่วมงานการจัดประกวดแข่งขันทางศิลปะในการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า การส่งเสริมนักเรียนให้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันทางศิลปะของโรงเรียนและครูเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่สามารถสร้างประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพด้านทักษะ การคิดสร้างสรรค์ และการบริหารจัดการตนเองให้เป็นผู้ที่มีความสามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลจากการประกวดแข่งขัน หรือรับเกียรติบัตร เพื่อความภาคภูมิใจและการสร้างแฟ้มสะสมผลงานสำหรับใช้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขันจะพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติที่เปลี่ยนไป มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น มีความอดทน ความพยายาม มีวิธีการศึกษาค้นคว้าและทดลองอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลที่เกิดขึ้นกับครูคือ ทำให้ครูแสวงหาวิธีการสอนแบบใหม่ อยู่เสมอ และสร้างเครือข่ายครูที่ส่งนักเรียนเข้าร่วมการประกวดแข่งขัน ส่วนการพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรในโรงเรียนเพื่อสร้างบรรยากาศการแข่งขัน สร้างความกระตือรือร้นให้กับนักเรียนที่ต้องการแสวงหาแรงบันดาลใจและการแสดงออกตามความมถนัด</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมวิชาการ