วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS <p><strong>วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ </strong>วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์รับตีพิมพ์บทความทางวิชาการและบทความวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการศึกษา เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มนุษย์วิทยา ศาสนาศึกษา และพุทธศาสนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น เช่น เศรษฐศาสตร์ การบริหารสังคม สิ่งแวดล้อม และการศึกษา บทความทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องกับการศึกษาการสอนและการวิจัยของพุทธศาสนา</p> มูลนิธิพระศรีสุทธิเวที (ขวัญ ถิรมโน) th-TH วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ 3057-0522 <p> เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ก่อนเท่านั้น</p> วิเคราะห์คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรมตามหลักพระวินัย https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3314 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาประวัติและความสำคัญของสีมาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรมตามหลักพระวินัย เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประวัติความเป็นมาของสีมาเริ่มต้นมาจากเรื่องของพวกปริพาชกมาประชุมกันสนทนาพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำทุกเดือน ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบเรื่องแล้วจึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเพื่อให้พระสงฆ์ได้พบปะสนทนาธรรมกันตามกาลอันสมควร ต่อมา พระสงฆ์จึงสมมติสีมาอันเป็นขอบเขตพื้นที่ขึ้นเพื่อทำสังฆกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ สีมา คือ เขตความพร้อมเพรียงของสงฆ์โดยมีเครื่องหมายกำหนดเขตในพระวินัยเรียกว่า นิมิตมี 8 ชนิด คือ ภูเขา ก้อนหิน ป่าไม้ ต้นไม้ หนทาง จอมปลวก แม่น้ำ และแอ่งน้ำเป็นเครื่องหมาย สีมาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พัทธสีมา อพัทธสีมา สีมามีกรรมวิบัติด้วยเหตุ 5 ประการ และสีมาสมบัติก็มีนัยตรงกันข้ามกัน คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรมตามหลักพระวินัย คือ 1) การรู้คุณค่าของสีมาและสังฆกรรมกับความพร้อมเพรียงของสงฆ์ ได้แก่ เป็นสังฆสภาของสงฆ์ คือ ในสังฆกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญพระสงฆ์ต้องลงมติร่วมกันเช่นการอุปสมบทเป็นต้นจึงจะสมบูรณ์ พระสงฆ์นั้นต้องเคารพกันตามลำดับโดยนับพรรษาตั้งแต่บวชเข้ามาโดยอาศัยอุโบสถ และสีมาเป็นหลัก 2) คุณค่าของสีมาและสังฆกรรมกับการทรงบัญญัติพระวินัย พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยที่เกี่ยวกับเรื่องสีมาและสังฆกรรมเป็นจำนวนมาก ตรัสห้าม และทรงปรับอาบัติแก่ภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัยนั้น ๆ และคุณค่าของสีมาและสังฆกรรมกับการเป็นเครื่องมือในการทำสังฆกรรมต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และ ญัตติจตุตถกรรมซึ่งสังฆกรรมที่สำคัญต้องภายในสีมาเท่านั้น </p> พระครูอาทรสุนทรกิจ ทม ทมจิตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 1 12 วิเคราะห์การวิสัชชนาปัญหาแก่ท้าวสักกะในสักกปัญหสูตร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3337 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญของสักกปัญหสูตร 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์การวิสัชชนาปัญหาแก่ท้าวสักกะในสักกปัญหสูตร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สักกปัญหสูตร เป็นพระสูตรว่าด้วยปัญหาของท้าวสักกะที่ทูลถาม<br />พระผู้มีพระภาค ขณะประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ที่ภูเขาเวทิยกะ ทางทิศเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ เป็นการบรรยายโวหารแบบถาม-ตอบ เนื้อหาของพระสูตรนี้มี 2 ภาณวาร ภาณวารที่ 1 แบ่งย่อยเป็น 4 ตอน คือ ตอนที่เป็นบทนำ ตอนปัญจสิขะ คันธรรพบุตรบรรเลงเพลง ตอนท้าวสักกะเข้าเฝ้า ตอนท้าวสักกะกราบทูลเรื่องโคปกเทพบุตร และภาณวารที่ 2 แบ่งย่อยเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ท้าวสักกะทูลถามปัญหา ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสถามท้าวสักกะ การวิสัชชนาปัญหาของท้าวสักกะในสักกปัญหสูตรกล่าวคือ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกปัญจสิขคันธรรพเทพบุตรรับสั่งให้กราบทูลขออนุญาตเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตจึงเสด็จนำเหล่าเทพเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องโคปกเทพบุตรให้ทรงทราบ ทรงสรุปว่า เพราะทรงทราบเรื่องการปฏิบัติธรรม และผลแห่งการปฏิบัติธรรมของโคปกเทพบุตรจึงเสด็จมาเฝ้าเพื่อจะฟังธรรมเช่นนั้นบ้างแล้วทูลขอโอกาสถามปัญหา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตจึงทูลถามปัญหามีใจความสรุปได้ 12 ข้อเช่น ถามว่า พวกเทพ มนุษย์จำนวนมากตั้งความปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวร แต่เพราะอะไรผูกมัดไว้ พวกเขาจึงยังคงมีเวรอยู่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า เพราะมีอิสสาคือ ความริษยา และมัจฉริยะคือ ความตระหนี่ผูกมัดไว้เป็นต้น ส่วนผลของการฟังวิสัชชนาปัญหาในครั้งนั้นทำให้ท้าวสักกะ และเทวดาผู้เป็นบริวาร 80,000 ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน และละความเป็นท้าวสักกะแก่เป็นท้าวสักกะหนุ่ม ด้วยผลของการฟังธรรมในวันนั้น </p> พระครูโสภณขันติคุณ สุกิจ ปภสฺสรจิตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 13 26 วิเคราะห์อิทธิบาท 4 เพื่อการบรรลุธรรม https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3327 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอิทธิบาท 4 ในโพธิปักขิยธรรม 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์อิทธิบาท 4 เพื่อการบรรลุธรรม เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นวิจัยเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อิทธิบาท คือ ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จมี 4 อย่างคือ ฉันทะ คือ ความพอใจ ความมีใจรักใคร่สิ่งที่ทำ และพอใจใฝ่รักในจุดหมายของสิ่งที่ทำนั้น อยากทำสิ่งนั้น ๆ ให้สำเร็จ วิริยะ คือ ความเพียร ความอาจหาญ แกล้วกล้า บากบั่น ก้าวไป ใจสู้ ไม่ย่อท้อไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคและความยากลำบาก จิตตะ คือ ความคิดจดจ่อ เอาใจฝักใฝ่ ได้แก่ ความมีจิตผูกพัน จดจ่อเฝ้าคิด และวิมังสา คือ ความสอบสวน ไตร่ตรอง การใช้ปัญญาพิจารณาหมั่นใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อน บกพร่องหรือขัดข้อง เป็นต้น เป็นหลักธรรมที่นำมาใช้ในการประกอบกิจการซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ มีความสำคัญคือ เป็นหลักธรรมที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งโน้น คือพระนิพพาน อิทธิบาท 4 เพื่อการบรรลุธรรมคือ ภิกษุผู้เจริญฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำกุศลธรรมทั้งหลาย พอใจในการที่จะละชั่วทำดี พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นสามารถบรรลุธรรม คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ ภิกษุผู้เจริญวิริยะอันเป็นกุศลอย่างเดียว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นความพยายามอย่างแรงกล้าสามารถบรรลุธรรม คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ ภิกษุผู้เจริญจิตตะเป็นกุศลอย่างเดียว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าสามารถบรรลุธรรม คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ได้ และภิกษุผู้เจริญวิมังสาเป็นกุศลอย่างเดียว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นปัญญาอย่างแรงกล้าสามารถบรรลุธรรม ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป</p> พระครูปลัดไพโรจน์ กตสาโร สุขกลิ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 27 38 วิเคราะห์หลักเบญจธรรมเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามหลักเบญจศีล https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3405 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักเบญจธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์หลักเบญจธรรมเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามหลักเบญจศีล เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักเบญจธรรม คือ ธรรมอันดีงาม 5 ประการ ได้แก่ 1) เมตตา คือ ความจริงใจ ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น และกรุณาคือ ความสงสาร คิดช่วยผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ <br />2) สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบสัมมาอาชีพ เว้นมิจฉาชีพ เป็นการแสวงหาทรัพย์แล้วใช้สอยทรัพย์นั้นโดยชอบธรรม 3) กามสังวร คือ ความสำรวมในกาม รู้จักควบอารมณ์ทางเพศให้พอเหมาะพอดีกับคู่ครองของตน 4) สัจจะ คือ การพูดความจริง ไม่หักรานประโยชน์ผู้อื่นเกิดความไว้วางใจและไมตรีจิตสนิทต่อกัน 5) สติ ได้แก่ ความระลึกได้นึกได้ มีสติไม่ประมาท และสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นธรรมที่มีอุปการะคู่กับสติมีการรู้สึกตัวอยู่เสมอทั้งในขณะคิด ขณะพูด และในขณะกระทำสิ่งต่าง ๆ วิเคราะห์หลักเบญจธรรมเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามหลักเบญจศีล แบ่งเป็น 1) เมตตากรุณาเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามศีลข้อที่ 1 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายผู้อื่น เป็นการปลูกจิตให้มีเมตตากรุณาต่อกัน เป็นการสร้างหลักประกันชีวิต 2) สัมมาอาชีวะเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามศีลข้อที่ 2 คือ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ เป็นการสร้างหลักประกันทรัพย์สิน 3) กามสังวรเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามศีลข้อที่ 3 คือ ไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ยินดีพอใจเฉพาะคู่ครองของตน เป็นการสร้างหลักประกันครอบครัว 4) สัจจะเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามศีลข้อที่ 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ส่อเสียดให้เขาแตกแยกกัน เป็นการสร้างหลักประกันสังคม และ 5) สติสัมปชัญญะเพื่อสนับสนุนความประพฤติตามศีลข้อที่ 5 คือ ไม่ดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น เป็นการสร้างหลักประกันสุขภาพ </p> พระมหาสนิท สํวโร หาญเชี่ยว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 39 51 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอุปัชฌายวัตรกับสัทธิวิหาริกวัตร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3406 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอุปัชฌายวัตรและสัทธิวิหาริกวัตรในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอุปัชฌายวัตรกับสัทธิวิหาริกวัตร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อุปัชฌายวัตร เป็นวัตรที่พระสัทธิวิหาริกควรประพฤติในพระอุปัชฌาย์ มี การถวายไม้ชำระฟัน น้ำล้างหน้า ปูอาสนะ ถวายข้าวต้ม แต่เช้าตรู่ และช่วยดูแลรักษาเมื่อพระอุปัชฌาย์เจ็บป่วยเป็นต้น และสัทธิวิหาริกวัตร เป็นวัตรที่พระอุปัชฌาย์ปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริกของตน และ<br />พระอุปัชฌาย์จะต้องมีจิตถือว่าสัทธิวิหาริกเป็นบุตรของตน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกจะมีความเคารพ ยำเกรงประพฤติกลมเกลียวกัน มีใจเอื้อเฟื้อในสัทธิวิหาริก เช่น เอาธุระในการศึกษา สงเคราะห์บริขารอย่างอื่น ๆ เมื่อสัทธิวิหาริกเป็นไข้ควรรักษาพยาบาลจนกว่าจะหายไข้เป็นต้น วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอุปัชฌายวัตรกับสัทธิวิหาริกวัตร แบ่งเป็น 1) พระอุปัชฌาย์การสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสัทธิวิหาริก เช่น แรงจูงใจในการบวชเพื่อละกิเลสต่าง ๆ บวชเพื่อทดแทนคุณมารดาบิดา และการบวชส่งผลให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน 2) สัทธิวิหาริกวัตรสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อพระอุปัชฌาย์เปรียบประดุจบิดาในฐานะเป็นครูอาจารย์ เป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับบรรพชิตและคฤหัสถ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกให้มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับ<br />พระอุปัชฌาย์เป็นดุจบิดาสำหรับสัทธิวิหาริก ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบระหว่างบิดากับบุตร เช่น คอยอุปัฏฐากรับใช้ เป็นต้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพระอุปัชฌาย์เป็นดุจบิดาสำหรับบุตร และ มีสัมพันธ์ที่สัทธิวิหาริกเป็นดุจบุตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบระหว่างบุตรกับบิดา พระอุปัชฌาย์คอยดูแลสัทธิวิหาริกเป็นเหมือนบุตรของตนเช่น ให้การศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างระหว่างสัทธิวิหาริกเป็นดุจบุตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ </p> พระบุญเลิศ ชุติมนฺโต เชียงรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 52 63 วิเคราะห์เสขิยวัตรเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทย https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3454 <p>บทความวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาเสขิยวัตรในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์เสขิยวัตรเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทย เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสาร</p> <p>จากการวิจัยพบว่า เสขิยวัตร คือ ธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาท และเป็นข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์จะต้องศึกษาต้องปฏิบัติมี 4 หมวด คือ 1) หมวดสารูปมี 26 ข้อ เป็นมารยาทที่ดีงามของพระสงฆ์ในเวลาเข้าไปในหมู่บ้านเช่น การนุ่งห่ม การสำรวมอิริยาบถ การพูดคุยเป็นต้น 2) หมวดโภชนปฏิสังยุตมี 30 ข้อเป็นมารยาทที่ดีงามของพระสงฆ์ในการรับบิณฑบาต และการฉันอาหาร เป็นต้น 3) หมวดธัมมเทสนาปฏิสังยุตมี 16 ข้อ เป็นมารยาทที่ดีงามของพระสงฆ์ในการแสดงธรรมแก่ผู้อื่น และ 4) หมวดปกิณณกะมี 3 ข้อ เป็นมารยาทที่ดีงามของพระสงฆ์ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะเมื่อล่วงละเมิดต้องอาบัติทุกกฎ วิเคราะห์เสขิยวัตรเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทย แบ่งเป็น 4 หมวด คือ 1) เสขิยวัตรหมวดสารูปเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทยมี 26 ข้อเป็นต้นบัญญัติของมารยาทไทยเป็นเรื่องของการการแต่งให้เรียบร้อย การสำรวมกาย วาจา และใจ ปรับตัวให้เข้ากับสังคม เพื่อความงดงามน่าดู เพื่อการยอมรับเข้าเป็นหมู่คณะ 2) เสขิยวัตรหมวดโภชนปฏิสังยุตเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทยมี 30 ข้อ เป็นมารยาทในการรับบิณฑบาต และการฉันอาหาร ซึ่งจะนำมาปรับใช้เป็นมารยาทในการรับประทานอาหารจนธรรมเนียมที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ 3) เสขิยวัตรหมวดธัมมเทสนาปฏิสังยุตเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทยมี 16 ข้อ เป็นมารยาทในการแสดงธรรม ให้ภิกษุผู้แสดงธรรมนั้นเคารพในธรรม และให้ความสำคัญแก่ธรรม และผู้ที่จะฟังธรรมด้วยจะช่วยส่งเสริมบุคลิกได้ดี ให้น่าเคารพมากขึ้น 4) เสขิยวัตรหมวดปกิณณกะเพื่อส่งเสริมคุณค่ามารยาทไทยมี 3 ข้อ เป็นมารยาทที่ดีงามของพระสงฆ์ในการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่ให้กระทบสภาพสิ่งแวดล้อม จัดเป็นการรักษาธรรมชาติ รักษาความสะอาด และรักษาสุขภาพโดยภาพรวมถูกต้องตามเสขิยวัตร </p> พระครูใบฎีกาสมพงษ์ อนุภทฺโท ผึ้งแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 4 1 63 76