https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/issue/feed
วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
2026-01-09T09:21:16+07:00
พระศรีสุทธิเวที, ผศ.ดร.
acting.lt.theethawat@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์ </strong>วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์รับตีพิมพ์บทความทางวิชาการและบทความวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการศึกษา เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มนุษย์วิทยา ศาสนาศึกษา และพุทธศาสนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการประยุกต์พุทธศาสนากับสาขาวิชาอื่น เช่น เศรษฐศาสตร์ การบริหารสังคม สิ่งแวดล้อม และการศึกษา บทความทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องกับการศึกษาการสอนและการวิจัยของพุทธศาสนา</p>
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3108
ศรัทธากับปัญญาในพุทธศาสนา
2026-01-09T09:21:16+07:00
อุทัย ภูมิประมาณ
uthai.phoom66@gmail.com
<p>หนังสือที่จะนำมาวิจารณ์ต่อไปนี้มีชื่อว่า “ศรัทธากับปัญญาในพุทธศาสนา” โดย วศิน อินทสระ เป็นนักเขียนนวนิยายอิงธรรมะ คอลัมนิสต์และนักปาฐกถาธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในวงการพระพุทธศาสนา แนวหนังสือของท่านเป็นหนังสือที่มีทั้งแง่มุมวิชาการและแนวทางปฏิบัติซึ่งท่านอธิบายไว้อย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนทั้งในด้านภาษา สภาวธรรม โดยเหตุหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีรายละเอียดเฉพาะเรื่องของศรัทธาและปัญญาเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายประเด็น ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ซึ่งจะบอกเล่าให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ เข้าใจและเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เข้าใจได้ง่าย มีเหตุและมีผลถ้าเราปฏิบัติตามได้แล้ว ก็นับเป็นความโชคดีที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตอีกประการหนึ่งด้วย</p> <p>ในยุคก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น ความเชื่อซึ่งถือเป็นรากฐานหรือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทางจิตของมนุษย์นั้นยังมีข้อจำกัด ส่วนมากความเชื่อเป็นไปในเรื่องของธรรมชาติ เทพบันดาล เป็นเพียงลำพังความเชื่ออย่างปักใจ ยึดถือไว้ ไม่มีการพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยปัญญาอย่างรอบคอบ ปราศจากเหตุผลอย่างเพียงพอ ซึ่งถือเป็นความเชื่อที่ครอบงำจิตใจของมนุษย์โดยทั่วไป แต่ละคนต่างปฏิบัติตามแนวความเชื่อถือของตนและบรรพบุรุษ ครูอาจารย์เจ้าลัทธิสืบ ๆ กันมา ไม่ได้ใช้สติปัญญาเข้ามาพิจารณาเหตุผลตามความเป็นจริง หรือถึงแม้จะใช้สติปัญญาก็เพียงเพื่อน้อมไปตามธรรมชาติ หรือเทพบันดาล อันจะนำให้ตนพ้นจากภัยเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นแต่เพียงความเชื่อที่มีข้อจำกัด แทนที่จะนำไปสู่ความเจริญก็อาจกลับนำไปสู่ความวิบัติได้</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2945
การประยุกต์ใช้แบบจำลองต้นไม้ในปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตัดสินใจแสดงความโกรธตามหลักพระพุทธศาสนา
2025-12-12T14:03:16+07:00
ชัยชนะ บุญสุวรรณ
thepsylista@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์วิเคราะห์แนวคิดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหลักธรรมระงับความโกรธเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นแบบจำลองต้นไม้ในปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตัดสินใจแสดงความโกรธตามหลักพระพุทธศาสนา รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพประเภทการศึกษาเชิงเอกสาร แหล่งข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ต้นไม้การตัดสินใจเป็นเทคนิคหนึ่งของการเรียนรู้ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเครื่องจักรหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นแบบจำลองที่ใช้สำหรับคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ที่ประกอบด้วยโหนดราก (Root Nodes) กิ่งก้าน (Branches) และ ใบ (Leaf) และพบว่าสามารประยุกต์ใช้แบบจำลองต้นไม้ในปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตัดสินใจแสดงความโกรธตามหลักพระพุทธศาสนา โดยการคำนวณหาค่า Information Gain ของ Entropy ในการพิจารณาคัดเลือกชุดข้อมูลที่เหมาะสมที่สุด ในการวิจัยนี้พบว่า ค่า Information Gain ของ attribute ที่มีผลกระทบต่อผลลัพธ์คือการแสดงความโกรธหรือการให้อภัย คือ ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ราคาสินค้า แหล่งผลิต และผู้ให้ พบค่า Information Gain เท่ากับ 0.717 0.65 0.65 และ 0.191 ตามลำดับ เห็นได้ว่า ปัจจัยทางพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจแสดงความโกรธหรือการให้อภัย เป็นลำดับแรกหรือมีอิทธิพลมากที่สุด ดังนั้น มีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ควรจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในวงการการศึกษาทางพระพุทธศาสนามากขึ้น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2947
ศึกษาการกำหนดรู้เวทนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท
2025-11-21T11:33:35+07:00
พระครูปฐมธรรมรักษ์ ประสิทธิ์ชัย ปณฺฑิโต
prongmadua2016@gmail.com
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ศึกษาวิเคราะห์เวทนาที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อนำมาเป็นอารมณ์กำหนดรู้ให้จิตเข้าสู่การบรรลุธรรมตามหลักวิปัสสนาภาวนา โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเรียบเรียง บรรยาย ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เวทนา คือการรับรู้ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต มีกระบวนธรรมที่เกิดมาจากอายตนะภายใน 6, อายตนะภายนอก 6, วิญญาณ 6 และผัสสะ 6 มาประชุมกัน เกิดเป็นเวทนา ว่าโดยปรมัตถธรรม เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ในขันธ์ 5 จัดเป็นเวทนาขันธ์ มีความสำคัญต่อกระบวนการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บุคคลกำหนดเวทนา ใช้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ เกิดปัญญา จนเห็นความเป็นไตรลักษณ์ ละการยึดถือว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตนได้ การกำหนดรู้เวทนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท มี 2 ลักษณะ คือ 1) การกำหนดรู้เวทนาโดยอ้อม เป็นการเจริญเวทนาของบุคคลผู้ฟังธรรมเทศนาเกี่ยวกับเวทนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพียงส่งจิตพิจารณาไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนา ไม่ได้เจริญวิปัสสนาที่มีเวทนาเป็นอารมณ์โดยตรง ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลส บรรลุเป็นพระอริยบุคคลประเภทต่าง ๆ เช่น ปัญจวัคคีย์ภิกษุฟังอนัตตลักขณสูตรเป็นต้น 2) การกำหนดรู้เวทนาโดยตรง ตามแนวทางแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่นการกำหนดรู้เวทนาของภิกษุที่ถูกเสือกัด เป็นต้น อีกทั้งผลของการกำหนดรู้เวทนานั้น ทำให้บรรเทาความฟุ้งซ่าน ถีนมิทธะไม่รบกวน สติเกิดเร็ว ผู้ปฏิบัติมีใจเข้มแข็งไม่มีความอาลัยในชีวิต จนได้รับผลขั้นสูงสุด คือการบรรลุเป็นพระอรหันต์ ดังเช่น พระติสสเถระข่มเวทนาที่เกิดจากการใช้ก้อนหินทุบกระดูกขาตนเอง เพื่อให้โจรเห็นว่าตนไม่สามารถหนีไปไหนได้ แล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุพระอรหันต์ในเวลารุ่งเช้า เป็นต้น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2952
การใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
2025-11-28T15:04:29+07:00
พระครูปลัดจริยวัฒน์ ยุทธนา ภทฺทญฃาโณ
Yuttana251125@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาโรคซึมเศร้าโดยนำหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องในการรักษาโรคซึมเศร้า การวิจัยนี้เป็นการวิจัยคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร ใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสมองในส่วนที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพทางกาย โรคซึมเศร้าเป็นเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป เกิดจากความผิดหวัง หรือการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ เช่น ภาวะเศรษฐกิจการเงิน ความผิดหวัง ความสัมพันธ์ ความรัก ความสูญเสีย ซึ่งสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ด้วยการให้กำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ได้จนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล จนพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าขั้นร้ายแรง โดยคิดทำร้ายตัวเองจนถึงการฆ่าตัวตายได้ 2) หลักพุทธธรรมที่สามารถบำบัดอาการโรคซึมเศร้า คือ หลักภาวนา 4 โดยการนำสติมากำหนดควบคุมกำกับจิตในการรับรู้ให้อยู่กับสิ่งขณะปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอยู่จริงในขณะนั้น ๆ ได้แก่ 1) ด้านกายภาวนา หมายถึง การพัฒนากาย การฝึกอบรมกาย การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเพื่อคุณภาพชีวิต เช่น การวิ่งออกกำลังกาย การนอนหลับ การวาดรูป อ่านหนังสือ การร้องเพลง รดน้ำต้นไม้ ทำกิจกรรมทำวัตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ และสนทนาธรรม อยู่กับเพื่อนสนิท เล่นกับสุนัข การนวด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 2) ด้านศีลภาวนา หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรม การฝึกอบรมศีล การมีระเบียบวินัย เช่น การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ทำผิดกฎหมาย ทำตามระเบียบของสังคม 3) ด้านจิตภาวนา หมายถึง การพัฒนาด้านจิตใจ การฝึกอบรมจิต เช่น การเลี้ยงสัตว์ การวาดรูปหรือทำงานศิลปะ การฝึกโยคะ 4) ด้านปัญญาภาวนา หมายถึง การพัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญาให้รู้จักคิด วินิจฉัย ไตร่ตรอง แก้ปัญหา ดำเนินการต่าง ๆ ด้วยปัญญา เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม ปฏิบัติธรรม ร่วมงานกิจกรรมทางสังคม อ่านหนังสือ การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยการประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 บำบัดโรคซึมเศร้า เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้มากขึ้นเวลามีอารมณ์ทั้งโลภ โกรธ หลง ก็รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่กลับดียิ่งขึ้น และใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2968
วิเคราะห์การปกป้องคุ้มครองคณะสงฆ์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
2025-12-02T10:31:15+07:00
พระครูวิสาลสรนาท อุดม อติพโล
visaudom123@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักการและวิธีการปกป้องคุ้มครองคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในรักษาสถานภาพและบทบาทผู้นำทางจิตใจท่ามกลางความไม่มั่นคงในสังคม ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงเอกสารโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การปกป้องคุ้มครองพระภิกษุสงฆ์ของพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นกลไกสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานไว้ด้วยพระธรรมและพระวินัย เพื่อธำรงความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์และป้องกันความเสื่อมเสียต่อพระศาสนา หากพระภิกษุมีการกระทำอันเป็นการละเมิดพระวินัย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการอธิกรณ์ตามที่บัญญัติไว้ และในกรณีร้ายแรงย่อมต้องลาสิกขา ทั้งนี้หมวดต่าง ๆ ของพระธรรมวินัยล้วนมีบทบาทในการคุ้มครองคณะสงฆ์ ทั้งในด้านการควบคุมพฤติกรรม การรักษาสมณะสังวร และการป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งในหมู่สงฆ์ ซึ่งถือเป็นการปกป้องคณะสงฆ์อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาค สำหรับการคุ้มครองพระสงฆ์ในบริบทสังคมปัจจุบัน เห็นควรให้มหาเถรสมาคมดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับทางคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด เพื่อเสริมสร้างมาตรฐานด้านธรรมวินัยและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ ขณะเดียวกันรัฐควรสนับสนุนงบประมาณสำหรับศูนย์กฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองคณะสงฆ์ รวมถึงพิจารณาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระสงฆ์ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้สภาทนายความและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมายเบื้องต้นแก่พระสงฆ์และวัด เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัด เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ ลดช่องโหว่ และเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเองจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากวัดหรือพระสงฆ์ การจัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์กฎหมายฯ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาและขั้นตอนที่ชัดเจน จะช่วยให้การคุ้มครองคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเชิงรุก ถือเป็นปัจจัยเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนาของไทย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2969
ศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง
2025-12-02T10:37:03+07:00
พระมหาธนากร ธนากโร ลาภเอกอุดม
Sumkidgorn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธธรรมของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถนำมาช่วยส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้า หนังสือ ตำรา เอกสารบทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย หลักอปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 และสังคหวัตถุ 4 การนำหลักพุทธธรรมเหล่านี้มาบูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยให้การพัฒนาชุมชนสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวข้อง 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับหลักการพัฒนาชุมชน 2) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ 3) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และ 4) แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้องอาศัยแนวคิดเหล่านี้และนำหลักพุทธธรรมข้างต้นมาช่วยเพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาให้สมบูรณ์ทั้งด้านกายภาพและด้านคุณธรรม จิตใจ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้าถึงเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้</p> <p>ข้อเสนอแนะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรนำหลักพุทธธรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน เช่น หลักอปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 ศีล 5 และสังคหวัตถุ 4 เป็นต้น ไปส่งเสริมในชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนได้เข้าถึงหลักธรรมเหล่านี้และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานระดับท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาล เป็นต้น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/2987
การพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมตามหลักสัปปายะ 7 ของวัดห้วยเจริญ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
2025-12-12T13:57:51+07:00
พระครูสมุห์สุทัศน์ ทตฺตมโน แสงอินทร์
mcu.phasutas@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักสัปปายะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และเสนอแนวทางการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมตามหลักสัปปายะในพระพุทธศาสนา: กรณีศึกษาวัดห้วยเจริญ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สัปปายะ หมายถึง สิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติวิปัสสนา ช่วยสนับสนุนให้การบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้สมาธิตั้งมั่นและไม่เสื่อมถอย โดยสัปปายะประกอบด้วย 7 ประการ ได้แก่ (1) อาวาสสัปปายะ คือ ที่พักอาศัยและบริเวณสถานที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรม สงบ ร่มรื่น และเอื้อต่อการเจริญภาวนา (2) โคจรสัปปายะ คือ ท้องถิ่นหรือชุมชนโดยรอบที่เอื้ออำนวยต่อการบิณฑบาต อยู่ไม่ไกลจากสำนักปฏิบัติธรรมและสามารถเดินทางได้โดยสะดวก (3) ภัสสะสัปปายะ คือ การใช้ถ้อยคำหรือการสนทนาที่เหมาะสม งดเว้นคำพูดที่ไร้ประโยชน์ มุ่งกล่าวแต่ถ้อยคำที่เป็นกุศลและเกื้อกูลต่อการภาวนา (4) ปุคคลสัปปายะ คือ การมีผู้ร่วมปฏิบัติหรือกัลยาณมิตรผู้ตั้งมั่นในพระธรรมวินัย และมีความรู้ความสามารถพอที่จะให้คำแนะนำหรือเป็นแบบอย่างที่ดี (5) โภชนสัปปายะ คือ อาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่เหมาะสม เกื้อกูลต่อสุขภาพ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ (6) อุตุสัปปายะ คือ สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (7) อิริยาปถสัปปายะ คือ อิริยาบถหรือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม โดยผู้ปฏิบัติสามารถเลือกอิริยาบถที่ทำให้เกิดความผ่อนคลาย ไม่ก่อให้เกิดนิวรณ์ และเกื้อกูลต่อการเจริญสติ วัดห้วยเจริญมีแนวคิดในการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมบนพื้นฐานของสัปปายะทั้ง 7 ประการ โดยมุ่งเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการประพฤติและปฏิบัติธรรมอย่างรอบด้าน ได้แก่ การจัดสภาพสถานที่ให้เหมาะสมทั้งที่พักอาศัย บรรยากาศทางธรรมชาติ การอยู่ใกล้แหล่งอาหารและปัจจัยยังชีพ การมีครูบาอาจารย์หรือผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นแบบอย่าง การส่งเสริมการสำรวมวาจาเพื่อสร้างความสงบภายใน และการจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกอิริยาบถที่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้การปฏิบัติธรรมเกิดผลอย่างลึกซึ้งและมีประสิทธิผลสูงสุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3019
การประยุกต์ใช้หลักธรรมในการจัดการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ไทย
2025-12-17T10:34:47+07:00
พระครูสังฆภารวิมล สุเทพ รติโก
Oum.2501@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิเคราะห์การจัดการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ไทย เพื่อประยุกต์ใช้หลักธรรมในการจัดการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ไทย ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงเอกสารโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า งานด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นงานที่เป็นพลังสำคัญในกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ไทย เพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะและร่วมพัฒนาสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ในภาวะวิกฤตพระสงฆ์ได้ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล บรรเทาความทุกข์ด้วยวัตถุสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น พระสงฆ์ต้องนำหลักธรรมมาใช้ประจำใจคือหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ การช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันระหว่างวัดกับชาวบ้าน ซึ่งประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา ถือเป็นกุศลที่เป็นกรรมดีเพื่อสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยพรหมวิหาร และหลักสังคหธรรม 4 ได้แก่ 1) ทาน คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 2) ปิยวาจา คือกล่าวคำสุภาพ ไพเราะน่าฟัง 3) อัตถจริยา คือช่วยเหลือด้วยแรงกายประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น 4) สมานัตตา คือ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ประคับประคองจิตใจให้ผู้ประสบภัยก้าวพ้นภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ดำเนินการช่วยเหลือสังคม ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย การบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ไทยควรวางแผนบริหารจัดการ เรื่องกิจกรรม ฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเป็นจิตอาสาก่อนจะช่วยงานเพื่อให้มีคุณภาพประสิทธิภาพ คณะสงฆ์ควรเป็นศูนย์ประสานงานการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชน ดำเนินกิจกรรมที่จะต้องระดมทุนเพื่อสาธารณชน เตรียมพร้อมตั้งหน่วยสงเคราะห์ไว้เป็นที่รองรับพักพิงหากจำเป็น </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/NVKS/article/view/3020
การประยุกต์หลักพุทธศาสนาเชิงเศรษฐศาสตร์ในการดำเนินชีวิตปัจจุบัน
2025-12-08T11:14:52+07:00
พระครูสุวรรณสิทธิธาดา สุวิจักขณ์ มหาวีโร
weerasithw@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักพระพุทธศาสนาในเชิงเศรษฐศาสตร์ นำมาประยุกต์หลักพุทธศาสนาเชิงเศรษฐศาสตร์ในการดำเนินชีวิตปัจจุบัน การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยทำการค้นหาข้อมูลโดยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธหรือเศรษฐศาสตร์ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ตามหลักเศรษฐศาสตร์มัชฌิมา ซึ่งเน้นการไม่เบียดเบียนตน มีความสมดุลในการบริโภคให้ได้ประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มี 2 แนวทางคือ (1) การบริโภค (2) สิ่งที่มนุษย์ควรต้องการหรือแสวงหาต้องเกื้อกูลกับระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นข้อปฏิบัติในการส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจการการพัฒนาชีวิตและส่งเสริมการมีชีวิตที่ดีของแต่ละบุคคลแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ ความต้องการที่ดี (ฉันทะ) และความต้องการที่ไม่ดี (ตัณหา) ไม่ติดอยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส โดยยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางคือ มีความพอดีพอประมาณได้แก่หลัก ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 ประการมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้แก่ 1) หลักการทำงานสำเร็จ 2) หลักการจัดการทรัพย์อย่างมั่งคั่ง 3) หลักการแสวงหาในการคบกัลยาณมิตร และ 4) หลักการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว องค์กร สังคม และประเทศชาติในมิติดังต่อไปนี้ คือ 1. ประหยัด การประหยัดนี้ควบคู่ไปกับหลักการพออยู่พอกินพอใช้ 2. ความพอดี (มชฺฌิมปฏิปทา) มนุษย์ต้องการทั้งด้านกายภาพ และทางจิต ซึ่งนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่มีความสุข 3. ประโยชน์ในทางพุทธศาสนามีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักของเศรษฐกิจก็คือ ความสงบสุขของผู้คนในสังคมที่สำคัญต้องไม่ทำตนและผู้อื่นเดือนร้อน 4. สันติ ในทางเศรษฐศาสตร์นี้การไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นเครื่องอำนวยสนับสนุนการพัฒนาตนเพื่อให้สำเร็จมีคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร นวังคสัตถุสาสน์ปริทรรศน์