วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR <p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3057-076X</span> <span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(Online)</span></strong></p> <p><strong> </strong></p> th-TH <p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> journal.ssa.review@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์) journal.ssa.review@gmail.com (อ.วรานนท์ คลังสีดา วรนรากุล : เลขานุการสมาคมสังคมศึกษาสัมพันธ์ ) Mon, 13 Apr 2026 19:58:55 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก: อนาคตที่ต้องตัดสินใจ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3248 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบท สภาพปัจจุบัน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กท่ามกลางบริบทการศึกษาในโลกยุคการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สำคัญในการจัดการศึกษาให้กับคนในพื้นที่ชนบท ซึ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านทรัพยากร งบประมาณ บุคลากร และภาระการจัดการเรียนการสอนแบบครูไม่ครบชั้น รวมทั้งนโยบายทางการศึกษาไม่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงจำนวนเด็กวัยเรียนได้อย่างทันท่วงที บทความนี้ได้นำเสนอทิศทางของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในอนาคตที่ต้องตัดสินใจระหว่างการคงอยู่ การยุติบทบาทหรือการโอนย้ายสังกัดไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพและความพร้อม โดยการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเป็นธรรมทางสังคม สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับผู้เรียนและนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง</p> <p><strong> </strong></p> ศศิธร พิชิ, สุมิตร สุวรรณ, พัชราภา ตันติชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3248 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณด้วยกิจกรรมอันปลั๊ก ผ่านชุดคิดไบท์บอร์ดสมองกลฝังตัวสำหรับเด็ก https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3241 <p> บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ สำหรับเด็ก 8–12 ปี (ประถมศึกษาตอนปลาย) โดยบูรณาการกิจกรรมอันปลั๊ก ควบคู่กับ ชุดคิดไบท์บอร์ดในรูปแบบระบบสมองกลฝังตัวที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ กระบวนการเรียนรู้ที่นำเสนอประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 จุดไฟ (การสร้างแรงบันดาลใจ) ขั้นตอนที่ 2 เข้าใจ (การทำความเข้าใจปัญหา) ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบ (การสร้างแนวทางแก้ไข) ขั้นตอนที่ 4 ลงมือ (การปฏิบัติจริง) ขั้นตอนที่ 5 ลองใหม่ (การทดสอบและปรับปรุง) ขั้นตอนที่ 6 สะท้อน (การพิจารณาปฏิกิริยาตอบกลับและเชื่อมโยง) และขั้นตอนที่ 7 ต่อยอด (ขยายการเรียนรู้) จากการสังเคราะห์ขั้นตอน 7 ขั้นตอนสำคัญ และจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การใช้นวัตกรรมผ่านกิจกรรมอันปลั๊กและแพลตฟอร์มไบท์บอร์ดนี้ มิได้เป็นเพียงการสอนทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางรากฐานการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะหลักทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การแยกส่วนปัญหา การหาลักษณะร่วม การคิดเชิงนามธรรม และการออกแบบลำดับขั้นตอน ผู้เขียนได้สังเคราะห์และนำเสนอกระบวนการดังกล่าวหวังว่าช่วยให้ผู้เรียนสามารถถ่ายโอนความรู้ จากทักษะเชิงตรรกะไปสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบ่มเพาะทักษะการคิดเชิงคำนวณ รากฐานของพลเมืองดิจิทัลที่มีสมรรถนะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> นฤมล รอดรักษา , อุทิศ บำรุงชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3241 Wed, 15 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ในยุคดิจิทัล https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3340 <p> การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลได้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ การบริหารสถานศึกษา และพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของผู้เรียน เทคโนโลยีดิจิทัล ได้เปิดโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ หากแต่การขยายตัวของสภาพแวดล้อมทางโลกออนไลน์ ได้นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยคุกคามเชิงสังคม เทคนิคที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน ครู และองค์กรทางการศึกษาในภาพรวม ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้องควบคู่กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และการบริหารจัดการเชิงระบบ บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์บริบทภัยออนไลน์ในระบบการศึกษาไทย สังเคราะห์แนวคิดการบริหารเครือข่ายสถานศึกษา และบูรณาการกรอบความเป็นพลเมืองดิจิทัลกับหลักการความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดการบริหารเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์อย่างเป็นองค์รวม การศึกษาดำเนินการโดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงวิเคราะห์จากงานวิจัย หนังสือวิชาการ รายงาน ขององค์การระหว่างประเทศ และเอกสารเชิงนโยบาย เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ</p> <p> ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การเสริมสร้างความปลอดภัยดิจิทัลในสถานศึกษาจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือของหลายภาคส่วน การพัฒนาพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนและบุคลากร การจัดให้มีระบบเฝ้าระวัง และกลไกป้องกันภัยไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนเชิงนโยบายและการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ในระดับชาติและระดับสถานศึกษาอย่างสอดประสานกัน บทความนี้จึงเสนอกรอบการบริหารเครือข่ายที่เชื่อมโยงมิติทางเทคโนโลยี สังคม และนโยบายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการศึกษาที่ปลอดภัย ยืดหยุ่นและยั่งยืนในบริบทของสังคมดิจิทัล</p> กชกร หนูพ่วง, ฐิติมา ธรรมเรียง, อรวรรณ สิงห์ชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3340 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 โมชันกราฟิกด้วยเอไอบนฐานคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะการสื่อสารของผู้เรียนในยุคดิจิทัล https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3240 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบโมชันกราฟิกบนฐานกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารในยุคดิจิทัล การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสังเคราะห์หลักการคิดเชิงออกแบบและนำเสนอผ่านแบบจำลอง PBT (PBT Model) ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การเข้าใจปัญหา (P: Problem understanding) 2) การระดมความคิด (B: Brainstorming) และ 3) การทดสอบนำเสนอ (T: Testing) โดยมีการบูรณาการเทคโนโลยีเอไอเข้าไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การใช้เอไอ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว การใช้เอไอเป็นเครื่องมือช่วยระดมสมองและสร้างภาพร่างเพื่อกระตุ้นทักษะความคิดสร้างสรรค์และแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ไปจนถึงการใช้เอไอ ในการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานโมชันกราฟิกขั้นสุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร ผลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีเอไอร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบผ่านแบบจำลอง PBT ช่วยลดข้อจำกัดด้านทักษะทางเทคนิคและระยะเวลาในการผลิตสื่อได้อย่างเป็นรูปธรรม คุณูปการของบทความนี้ ในเชิงวิชาการคือ การนำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ส่วนในเชิงปฏิบัติ องค์ความรู้นี้สามารถเป็นแนวทางให้นักออกแบบสื่อการศึกษาและผู้สอน นำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตสื่อดิจิทัล ให้ตอบสนองต่อพลวัตของการเรียนรู้และการสื่อสารในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุชัญญา แหยมดี, อุทิศ บำรุงชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3240 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญญาประดิษฐ์กับการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3388 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ต่อการบริหารสถานศึกษาในบริบทของสังคมยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงสังเคราะห์ร่วมกับการวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ควบคู่กับการสังเคราะห์เชิงแนวคิด จากงานวิจัยและเอกสารทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงรายงานจากองค์กรระหว่างประเทศด้านการศึกษาและเทคโนโลยี โดยกำหนดขอบเขตเนื้อหาครอบคลุมการบริหารสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาในหลายมิติ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลทางการศึกษา การคาดการณ์ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การลดภาระงานธุรการของครู และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหารบนฐานข้อมูล โดยใช้กรอบแนวคิดการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลและภาวะผู้นำดิจิทัลเป็นฐานในการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร ควบคู่กับประเด็นด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรทางการศึกษา</p> วิมลมาศ อินทรกวี, สุมิตร สุวรรณ, อรอุษา ปุณยบุรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3388 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการของประชาชนเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2935 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ(smart city) ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อเสนอแนะการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ อบจ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้มีทั้งหมด 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ในกรณีวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า ตามวัตถุประสงค์ ข้อที่ 1 ความต้องการของประชาชนเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในเขต อบจ.กาญจนบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก หากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความมั่นคงปลอดภัยในด้านที่อยู่อาศัย ค่าเฉลี่ย 4.50 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยรอง คือ ด้านการบริหารของภาครัฐ ค่าเฉลี่ย 4.46 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เสนอแนะการดำเนินงานในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ อบจ. กาญจนบุรี โดยมีการเสนอแนะในด้านสาธารณูปโภค คมนาคม เศรษฐกิจ และการเมือง</p> กษมา ใบบัว, สุธิมา ล่องอาวุธ, ภคมน เจริญสลุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2935 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากไฟป่า กรณีศึกษาตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3153 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากไฟป่า ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนากระบวนการในการแก้ไขผลกระทบของไฟป่าในเขต ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ในด้านต่างๆ ต่อไป เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนในเขตตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 357 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 7 ด้าน จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ด้านผลกระทบของไฟป่าทางด้านนโยบาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.39) ด้านผลกระทบของไฟป่าต่อสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.37) และด้านผลกระทบของไฟป่าต่อพืช (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.30) ด้านที่ได้รับผลกระทบปานกลาง คือ ด้านผลกระทบของไฟป่าต่อสังคมและจิตใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.92) และด้านผลกระทบของไฟป่าต่อชีวิตและทรัพย์สิน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.88) และที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ด้านผลกระทบของไฟป่าต่อสุขภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.84) ทั้งนี้ แนวทางในการพัฒนากระบวนการแก้ไขผลกระทบจากไฟป่าในพื้นที่ควรมุ่งเน้นการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าระดับท้องถิ่นเพื่อบูรณาการการเฝ้าระวัง และระงับเหตุอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมความมาตรการรับมือจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยส่งเสริมให้มีการปลูกพืชอายุสั้น และพืชคลุมดิน รวมถึงกำหนดมาตรการพักฟื้นทรัพยากรธรรมชาติผ่านการงดเก็บของป่า และงดล่าสัตว์ชั่วคราว เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม</p> <p> </p> สาธิมาภรณ์ จุลทรักษ์, นันทวัฒน์ เพิ่มพูล, สุภาวรรณ เครือวัลย์, พนม ยมเสน, รัฐภูมิ พุกเปลี่ยน, มัฆวาร ช้างลิ่ง, จิรพรรณ มาน้อย, น้ำบุษย์ ยิ่งมี, พรหมพิริยะ ใหม่บัวเขียว, ณัฐพัชร์ ชะอุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3153 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนโรงเรียนสนามบิน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3257 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และจัดลำดับความต้องการจำเป็นของการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนสมรรถนะเพื่อการเปลี่ยนแปลง และ 2) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาดังกล่าว งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครูโรงเรียนสนามบิน จำนวน 88 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 10 คน จากการคัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน การจัดลำดับความต้องการจำเป็นพบว่า สภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนการเรียนรู้มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือการบริหารและพัฒนาครู การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและชุมชน การบริหารวิชาการ และภาวะผู้นำและการบริหารสถานศึกษา ตามลำดับ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนว่า แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนรู้และการเสริมสร้างศักยภาพครูเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการบริหารเชิงกลยุทธ์และการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอก ผลการวิจัยครั้งนี้นำเสนอองค์ความรู้เชิงระบบด้านการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียน โดยใช้การประเมินความต้องการจำเป็นเป็นฐานในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการพัฒนาการบริหารการศึกษาในบริบทโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป</p> กาญจนา กองพลพรหม, สุภัสสรา พิมพ์โพธิ์, ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3257 Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0700