วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR
<p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3057-076X</span> <span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(Online)</span></strong></p> <p><strong> </strong></p>
สมาคมสังคมศึกษาสัมพันธ์
th-TH
วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
3057-076X
<p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p>
-
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3735
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ แบบวิจัยเชิงสำรวจ กรอบการศึกษาในการวิจัย คือ แนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูและคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 342 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่ของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการประเมินผล ด้านการดำเนินกิจกรรมตามแผน ด้านการจัดสรรทรัพยากร ด้านการประสานงาน และด้านการทำงานร่วมกัน 2) การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ในภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมมากกว่าครู และ 3) การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหาร จำแนกตามขนาดสถานศึกษา ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
พูนลาภ วงษ์อัยรา
พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
15 หน้า
15 หน้า
10.64186/jsp3735
-
HUMAN-CENTERED AI INTEGRATION IN VOCATIONAL EDUCATION IN THAILAND: CLASSROOM REALITIES AND EDUCATION ADAPTATION
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3762
<p> This research aimed to explore the implementation of generative AI within Thai vocational education classrooms, assess its impact on students' learning outcomes and behavioral engagement, and identify critical success factors and practical challenges for effective AI integration. Employing an explanatory sequential mixed-methods design grounded in human-centered AI integration theory, the study involved 200 vocational students selected via cluster random sampling and 5 teachers selected using a purposive sampling technique. Data were collected using questionnaires, observation forms, student reflections, and semi-structured interviews, then analyzed through descriptive statistics and content analysis. The findings revealed that generative AI was primarily integrated into three main instructional activities: brainstorming, project preparation, and presentation design, functioning strictly as a learning facilitator rather than a replacement for cognitive processing. Regarding the impacts on learners, quantitative results demonstrated the highest level of overall student engagement and perceived learning outcomes (Overall Mean = 4.66, S.D. = 0.47). However, qualitative data indicated that participant experiences remained inconsistent due to disparities in digital readiness, necessitating a pedagogical shift prioritizing teacher guidance. Furthermore, the investigation identified significant contextual factors and practical challenges acting as high-level constraints (Overall Mean = 4.48, S.D. = 0.68), including unequal digital access, internet instability, and students' overreliance on automated content. Ultimately, the study highlights that meaningful educational transformation involving AI is not driven by technology alone, but requires a complex negotiation of human relationships, active teacher facilitation, learner diversity, and institutional realities.</p>
Benchaporn Sawangsri
Sasirapat Kohkaew
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
18 หน้า
18 หน้า
10.64186/jsp3762
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะดิจิทัลของครู กลุ่มเครือข่ายเมืองนนท์ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3776
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายเมืองนนท์ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 2) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของครูกลุ่มเครือข่ายเมืองนนท์ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะดิจิทัลของครู กลุ่มเครือข่ายเมืองนนท์ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล การขับเคลื่อนองค์กรด้วยดิจิทัล การสร้างสรรค์วัฒนธรรมดิจิทัล และการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของครู 5 ด้าน ได้แก่ การใช้ดิจิทัล ความรู้ทางดิจิทัล การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล การสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล และการวัดและประเมินผลทางดิจิทัล ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษา 11 แห่ง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 473 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 212 คน ได้มาจากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกนและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.39, S.D. = 0.39) และสมรรถนะดิจิทัลของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.50, S.D. = 0.48) และพบว่าภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะดิจิทัลของครูในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .753, p < .01) แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำดิจิทัลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล องค์ความรู้จากบทความนี้ ทำให้เห็นถึงบทบาทของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครู ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล</p>
เกียรติสินี มงคลวิวัฒน์
มีนมาส พรานป่า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
13 หน้า
13 หน้า
10.64186/jsp3776
-
การประเมินความต้องการจำเป็นของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาเขาหลวงหนองงิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3789
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาเขาหลวงหนองงิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 2) เพื่อประเมินและจัดลำดับความต้องการจำเป็นของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาเขาหลวงหนองงิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษาเขาหลวงหนองงิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 จากความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบาย ประชากรในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจากโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 11 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 78 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมด และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 6 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านระบบสนับสนุนการพัฒนาความฉลาดรู้มีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการใช้ข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ และด้านการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา สำหรับแนวทางการพัฒนาประกอบด้วยการพัฒนาระบบสนับสนุน การใช้ข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทชีวิตจริง และการส่งเสริมการสื่อสารและการสะท้อนคิด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านระบบสนับสนุน การใช้ข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทชีวิตจริง และการส่งเสริมการสื่อสารและการสะท้อนคิด เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา</p>
วิริยา หมอแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
15 หน้า
15 หน้า
10.64186/jsp3789
-
การพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ : การจัดการเรียนรู้วิธีการทางประวัติศาสตร์ฐานโครงงานร่วมกับแหล่งวิทยาการเรียนรู้ดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3818
<p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ฐานโครงงานร่วมกับแหล่งวิทยาการเรียนรู้ดิจิทัล และ 2) เพื่อพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ฐานโครงงานร่วมกับแหล่งวิทยาการเรียนรู้ดิจิทัล ดำเนินการวิจัยภายใต้วงจรการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนชาติตระการวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ฐานโครงงานร่วมกับแหล่งวิทยาการเรียนรู้ดิจิทัล เพื่อพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบทดสอบวัดการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ และ 3) บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวัดคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีคุณภาพสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้ 2. การคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ และมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของการคิดเชิงเหตุผลและการสร้างข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์มีระดับพัฒนาการอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้นวัตกรรมเชิงกระบวนการเรียนรู้ได้ คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิธีการทางประวัติศาสตร์ฐานโครงงานร่วมกับแหล่งวิทยาการเรียนรู้ดิจิทัล ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (1) การอภิปรายเพื่อกำหนดประเด็นโครงงาน (2) กำหนดปัญหาหรือเลือกหัวข้อโครงงาน (3) การวางแผนดำเนินการโครงงาน (4) การปฏิบัติตามแผนดำเนินการด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ (5) สรุปและนำเสนอผลงาน</p> <p><strong> </strong></p>
พรหมพิริยะ ถ้อยคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
19 หน้า
19 หน้า
10.64186/jsp3818
-
การสืบคำไทในประเทศอินเดียของศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา: ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ไทย–อินเดียผ่านหลักฐานจดหมายเหตุและวัตถุพิพิธภัณฑ์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3856
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาเรื่องราวการไปสืบคำไทของศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา ผ่านการศึกษาเอกสารจดหมายเหตุ และวัตถุในพิพิธภัณฑ์จันทรเกษม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ตามระเบียบวิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ และวิเคราะห์โดยการพรรณนาจากหลักฐานที่พบ ซึ่งเป็นวัตถุที่เกี่ยวเนื่องจากการเดินทางไปสืบคำไทของศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา ร่วมถึงวัตถุที่ได้รับจากคนไทในท้องถิ่น ในการไปสืบคำไทในประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ. 2498 – 2502 ที่จะสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอินเดียในระดับรัฐ บทความนี้ จึงให้ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ที่ทำให้เห็นวิถีชีวิต มรดกทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยในประเทศไทยกับคนไทในต่างแดนที่เป็นมิตรไมตรีจากกลุ่มคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน เรื่องราวทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนจดหมายเหตุชุมชนที่สะท้อนตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ไท</p>
นครินทร์ พวงภู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
15 หน้า
15 หน้า
10.64186/jsp3856
-
การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3734
<p>บทความวิชาการนี้ได้ศึกษาการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ และขั้นตอนพร้อมวิธีการที่จะจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาพื้นที่ให้ประชาชนได้รับ การบริการที่ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การบูรณาการการจัดทำแผนที่มีประสิทธิภาพ และการใช้แผนเป็นเครื่องมือในการจัดสรรงบประมาณและติดตามประเมินผล นอกจากนี้ การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญกับคุณธรรม จริยธรรม และแนวทางที่เป็นการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดความโปร่งใส ตลอดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวม ท้ายที่สุดบทความทางวิชาการนี้จะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีกรอบพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การจัดทำโครงการพัฒนา การบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ</p>
วีรยุทธ กลิ่นบุบผา
วีรยุทธ ภักพวง
สมัชญ์ ยิ้มโสด
ภาสกร ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
2 5
12 หน้า
12 หน้า
10.64186/jsp3734