วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR
<p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3057-076X</span> <span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(Online)</span></strong></p> <p><strong> </strong></p>
สมาคมสังคมศึกษาสัมพันธ์
th-TH
วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
3057-076X
<p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p>
-
สงกรานต์ไทยในมุมมองวิทยาศาสตร์การกีฬา: ร่างกาย การมองเห็น และพฤติกรรมมวลชนในพื้นที่นันทนาการร่วมสมัย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3509
<p> เทศกาลสงกรานต์ในสังคมไทยร่วมสมัยได้เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่นันทนาการเชิงจารีตไปสู่ระบบนันทนาการมวลชนที่ร่างกายทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกของการมีส่วนร่วม การสื่อสารอัตลักษณ์ และการต่อรอง เพื่อการยอมรับทางสังคมภายใต้บริบทของการมองเห็นและการปฏิสัมพันธ์ที่เข้มข้น บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เทศกาลสงกรานต์ในฐานะพื้นที่นันทนาการร่วมสมัยผ่านกรอบแนวคิดของวิทยาศาสตร์การกีฬาและนันทนาการ โดยมุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสรีรวิทยา พฤติกรรมฝูงชน การใช้ร่างกายเพื่อสร้างอัตลักษณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับความคลุมเครือของความยินยอมและการละเมิดสิทธิในร่างกาย โดยอาศัยการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงสหวิทยาการร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมด้านสรีรวิทยาการกีฬา นันทนาการมวลชน และพฤติกรรมมนุษย์ในพื้นที่สาธารณะ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่สงกรานต์ร่วมสมัยมีลักษณะของสภาพแวดล้อมที่มีความหนาแน่นของฝูงชนสูง อุณหภูมิร้อนจัด และ การกระตุ้นทางประสาทสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่ของการจัดงานยังมีส่วนสัมพันธ์กับความตื่นตัวทางสรีรวิทยา ความเหนื่อยล้า และการเปลี่ยนแปลงของการตอบสนองทางพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่พื้นที่ส่วนบุคคลลดลงและการเคลื่อนไหวของ ฝูงชนถูกกำกับด้วยข้อจำกัดเชิงพื้นที่และพลวัตของฝูงชนมากกว่าการตัดสินใจของปัจเจก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเมื่อผสานเข้ากับบรรทัดฐานของความสนุกของเทศกาล การเลียนแบบพฤติกรรม และความคุ้นชินของฝูงชน มีแนวโน้มทำให้ขอบเขตของความยินยอมและการเคารพสิทธิในร่างกายถูกตีความอย่างคลุมเครือมากขึ้น ขณะเดียวกัน การที่รูปลักษณ์ทางกายภาพถูกแปรสภาพเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ยังนำไปสู่การจัดลำดับคุณค่าและการเปรียบเทียบทางสังคมที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยทางจิตสังคมและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลายทางเพศ สำหรับการจัดการพื้นที่นันทนาการร่วมสมัยจำเป็นต้อง ก้าวข้ามการมุ่งควบคุมพฤติกรรมเฉพาะหน้า ไปสู่การออกแบบเชิงระบบที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา พฤติกรรมทางนันทนาการ และพลวัตของฝูงชนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งในมิติของการลดภาระทางสรีรวิทยาภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความหนาแน่นสูง การจัดการข้อจำกัดเชิงพื้นที่ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของผู้เข้าร่วม ตลอดจนการสร้างบรรทัดฐานของการเคารพสิทธิในร่างกายและความปลอดภัยทางจิตสังคมในพื้นที่สาธารณะ อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่นันทนาการมวลชนที่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างความสนุก ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มวัยในสังคมร่วมสมัยได้อย่างยั่งยืน</p>
เตชภณ ทองเติม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
22 หน้า
22 หน้า
10.64186/jsp3509
-
การสื่อสารมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านสื่อดิจิทัลเชิงเรื่องเล่า : กรณีศึกษาย่านชุมชนเก่าตลาดวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3604
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการสื่อสารมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านสื่อดิจิทัลเชิงเรื่องเล่า : กรณีศึกษาย่านชุมชนเก่าตลาดวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและวิถีสังคม ส่งผลให้มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของย่านชุมชนเก่าเสี่ยงต่อการเลือนหายไปตามกาลเวลา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ด้านมรดก ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชุมชน นำเสนอเป็นสื่อดิจิทัลเชิงเรื่องเล่าให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นวิธีวิจัยแบบผสมผสานศึกษาข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น ร่วมกับการลงพื้นที่สำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึก กับปราชญ์ชาวบ้าน เรียบเรียงเนื้อหาอย่างสร้างสรรค์นำไปสู่ขั้นตอนการผลิตสื่อดิจิทัลเชิงเรื่องเล่า ผลการศึกษาพบว่า ย่านชุมชนเก่าตลาดวังทองมีความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรม วิถีชีวิตริมน้ำสถาปัตยกรรมไม้โบราณ และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผ่านกระบวนการแปรรูปสู่เรื่องเล่าที่เร้า ความสนใจ ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ผลการศึกษาดังกล่าวส่งผลต่ออนาคตของชุมชนวังทองใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการอนุรักษ์ เกิดคลังข้อมูลดิจิทัลที่ยั่งยืนสำหรับการสืบทอดสู่คนรุ่นหลัง ด้านเศรษฐกิจ สื่อดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ชุมชน และ ด้านสังคม ช่วยปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิดและสร้างความภาคภูมิใจใน อัตลักษณ์ท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนชุมชนเก่าตลาดวังทองให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
นางภักษร สิริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
14 หน้า
14 หน้า
10.64186/jsp3604
-
ดนตรีในฐานะกลไกเสริมสร้างทุนทางสังคมของผู้สูงอายุไทย : ข้อเสนอเชิงนโยบาย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3607
<p> ประเทศไทยเข้าสู่สถานะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของประชากรทั้งประเทศ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรที่รวดเร็วก่อให้เกิดความท้าทายเชิงนโยบายที่กว้างกว่าเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาความโดดเดี่ยวทางสังคมและการเสื่อมถอยของทุนทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะในระยะยาว แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัย แต่บทบาทของศิลปะและดนตรียังถูกจัดวางในตำแหน่งของกิจกรรมนันทนาการมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม บทความวิชาการเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารนี้นำเสนอการวิเคราะห์ห้าส่วนที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การวางกรอบทุนทางสังคมในมิติของผู้สูงอายุโดยอาศัยทฤษฎีของ Bourdieu, Coleman และ Putnam ร่วมกับหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติ การวิเคราะห์บทบาทของกิจกรรมดนตรีในฐานะกลไกการสร้างทุนทางสังคมแบบ bonding และ bridging การสำรวจภูมิทัศน์ของกิจกรรมดนตรีสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยทั้งระดับชุมชน ระดับสถาบัน และระดับนโยบายชาติ การชี้ช่องว่างเชิงนโยบายที่ทำให้ดนตรียังไม่ได้รับการลงทุนเชิงระบบ และการเสนอกรอบเสาหลักห้าด้านครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมเครื่องดนตรีและทรัพยากร การบูรณาการกับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ กลไกการเงินที่ยั่งยืน และการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ข้อเสนอในบทความชี้ว่าการลงทุนในกิจกรรมดนตรีสำหรับผู้สูงอายุไม่ใช่งานนันทนาการ หากแต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่มีศักยภาพในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กรอบที่นำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี พ.ศ. 2576</p>
วิชญ์ บุญรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
14 หน้า
14 หน้า
10.64186/jsp3607
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3725
<p><strong> </strong>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 2) ศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน กรอบการศึกษาในการวิจัย คือ แนวคิดภาวะผู้นำทางวิชาการและการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 299 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยคือ ด้านการจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และด้านการพัฒนานักเรียน ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน และด้านการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากร 2) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยคือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านการติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ตามลำดับ และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (x) มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย เท่ากับ 0.98 และค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนายเท่ากับ 0.957 นั่นคือ สามารถพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (y) ได้ร้อยละ 95.57 และสามารถนำมาสร้างสมการถดถอย คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\hat{Y}" alt="equation" /> = 0.10 + 0.98X หรือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\hat{Z}" alt="equation" /><sub>Y</sub> = 0.98Z<sub>X</sub></p>
ขวัญนภา วงษ์อัยรา
ปรเมศร์ กลิ่นหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 4
11 หน้า
11 หน้า
10.64186/jsp3725
-
การยืดหยุ่นและผ่อนปรนในการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3343
<p> บทความวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการยืดหยุ่นและผ่อนปรนในการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการสัมภาษณ์ โดยผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกผู้ให้การสัมภาษณ์หลักแบบเจาะจง ได้แก่ 1) คณะกรรมการประจำมัสยิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละ 10 คน จำนวน 30 คน 2) นักวิชาการมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จังหวัดละ 10 คน จำนวน 30 คน และ 3) ประชาชนทั่วไปที่เป็นมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จังหวัดละ 10 คน จำนวน 30 คน รวมทั้งหมด จำนวน 90 คน และ 2.ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเพื่อการจัดเวทีระดมสมองจากกลุ่มเป้าหมายหลัก ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป จำนวน 10 คน ผู้นำศาสนา จำนวน 5 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 5 คน นักวิชาการมุสลิม จำนวน 5 คน ตัวแทนสำนักจุฬาราชมนตรี จำนวน 1 คน และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ปัตตานีและนราธิวาส จำนวน 3 คน รวมทั้งหมด 29 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ จะใช้วิธีการวิเคราะห์และการสรุปผลตามเนื้อหา ตลอดจนการประมวลวิเคราะห์จากเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้ โดยการแยกแยะและวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ตรวจสอบความครอบคลุมของข้อมูล แล้วนำเสนอในรูปแบบรายงานเชิงพรรณนาวิเคราะห์ประกอบการอภิปรายผล ผลการวิจัยพบว่า การยืดหยุ่นและผ่อนปรนในการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ชาวไทยมุสลิมได้นำองค์ความรู้ทางศาสนามาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง การผ่อนปรนทางศาสนาในช่วงโรคระบาดสามารถแปลงเป็นแนวปฏิบัติทางสังคมและสุขภาวะได้จริง เช่น การปรับรูปแบบการละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต และการระงับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยทั้งหมดดำเนินไปภายใต้กรอบศาสนาและการกำกับของสถาบันศาสนาอย่างเป็นทางการ โดยใช้หลักการยืดหยุ่นและผ่อนปรน เป็นเครื่องมือในการรักษาสมดุลระหว่างการธำรงศรัทธา การคุ้มครองชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ข้อเสนอแนะ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด สถานพยาบาล และมัสยิดในพื้นที่สามารถนำผลการวิจัยไปปรับนโยบายการประกอบศาสนกิจเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบการปรับตัวการประกอบศาสนกิจในสถานการณ์โรคระบาดที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่</p> <p> <br /><br /></p>
อับดุลย์ลาเต๊ะ สาและ
รอซีดะห์ หะนะกาแม
ซัลมา แดเมาะเล็ง
แวยูโซะ สิเดะ
อิสมาอีล อาเนาะกาแซ
อาหมัด อัลฟารีตีย์
อิสมาแอ สะอิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
10 หน้า
10 หน้า
10.64186/jsp3343
-
การออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนภายใต้บริบทความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา : การสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3625
<p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน 2) วิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม โอกาสทาง<br />การศึกษา และระบบสนับสนุนที่สัมพันธ์กับการออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน และ 3) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการลดการออกกลางคันและส่งเสริมการคงอยู่ในระบบการศึกษาของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ภายใต้กรอบแนวคิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแนวคิดการคงอยู่ในระบบการศึกษาของ Tinto แหล่งข้อมูลประกอบด้วยเอกสาร งานวิจัย บทความวิชาการ รายงานเชิงนโยบาย และรายงานของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สืบค้นจากฐานข้อมูลวิชาการและแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Scopus, ERIC, Google Scholar, TCI และฐานข้อมูลของหน่วยงานทางการศึกษา ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2569 ซึ่งผ่านเกณฑ์การคัดเลือก จำนวน 33 ฉบับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า (1) ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนสามารถจำแนกได้ 4 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและครอบครัว ด้านโอกาสทางการศึกษา และด้านระบบสนับสนุนของสถาบันการศึกษา (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการออกกลางคันมากที่สุด โดยเฉพาะรายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และการทำงานระหว่างเรียน ขณะที่ปัจจัยด้านสังคม โอกาสทางการศึกษา และระบบสนับสนุนของสถาบันการศึกษามีความเชื่อมโยงกับการคงอยู่ในระบบการศึกษาของผู้เรียน และ (3) ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจแก่ผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง การพัฒนาระบบติดตามนักศึกษากลุ่มเสี่ยง การจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาแบบองค์รวม และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ องค์ความรู้จาก การวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบาย มาตรการช่วยเหลือนักศึกษา และการวางแผนลดการออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน</p>
วชิราภรณ์ สุรธนะสกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
16 หน้า
16 หน้า
10.64186/jsp3625
-
การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3429
<p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ และตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ค่าความยากและอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ 2) เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ต้องการนำไปใช้จริง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ได้ศึกษาแนวคิดการคิดวิเคราะห์ลำดับขั้นของ บลูม (Bloom’s Taxonomy) และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลทางการศึกษาเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ผ่านการเรียนในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 33 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบประเมินความเที่ยงตรงของแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 40 ข้อ 2) แบบทดสอบฉบับทดลองการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ 3) แบบทดสอบฉบับจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความยาก อำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สร้างขึ้น 40 ข้อ โดยข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชาเศรษฐศาสตร์ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ แสดงว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ค่าความยากของข้อสอบอยู่ที่ 0.33 – 0.75 และค่าอำนาจการจำแนกอยู่ระหว่าง 0.33 – 1.00 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้ 2. แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 แสดงว่าแบบทดสอบมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยสรุปแล้ว แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้หลังการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่องการเงินและการคลัง การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่วัดทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียนสามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือสำหรับครูผู้สอนรายวิชาเศรษฐศาสตร์</p>
ภคนันท์ ศิริบุญ
ภัทราพร เกษสังข์
ชัยมงคล ปินะสา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
16 หน้า
16 หน้า
10.64186/jsp3429
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3684
<p> การขับเคลื่อนสถานศึกษาในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันจำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่มีมุมมองก้าวไกลและสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก 2) เพื่อศึกษาระดับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก จำนวน 364 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ <br />ยามาเน่ และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพตะวันออก โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.70, SD = 0.52) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.77, SD = 0.63)และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการบริหารความเสี่ยง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.62, SD = 0.68) 2) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.70, SD = 0.51) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมร่วม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.76, SD = 0.62) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการแบ่งปันบทเรียนส่วนบุคคล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.64, SD = 0.68) 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (r = 0.836) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) แนวทางการพัฒนา ได้แก่ ผู้บริหารต้องปรับบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกเชิงนวัตกรรม” โดยกำหนดวิสัยทัศน์ “โรงเรียนแห่งนวัตกรรม” ผ่านการมีส่วนร่วม สร้างภาวะผู้นำร่วม บริหารความเสี่ยงเชิงรุก สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยืดหยุ่น และเปลี่ยนการนิเทศเป็นการโค้ชแบบกัลยาณมิตร </p>
ธีรพล ไชยยะ
มีนมาส พรานป่า
เบญจวรรณ ศรีมารุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
2 4
18 หน้า
18 หน้า
10.64186/jsp3684