https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/issue/feed วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ 2026-02-12T12:31:31+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์ journal.ssa.review@gmail.com Open Journal Systems <p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3057-076X</span> <span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(Online)</span></strong></p> <p><strong> </strong></p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2682 แรงจูงใจและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน 2026-02-08T10:36:04+07:00 กนกพร บัวทรัพย์ kae_kanokporn@rmutl.ac.th เจนจิรา ฝั้นเต็ม janjirakae2004@hotmail.com ศศิวิมล ประเสริฐศรี kae_kanokporn@rmutl.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาใช้บริการ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ได้ศึกษาแนวคิดหรือทฤษฎีการท่องเที่ยว องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ปัจจัยผลักดัน (Push Factor) และปัจจัยดึงดูด (Pull Factor) ส่วนประสมทางการตลาด กระบวนการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย คือ ผู้ที่มาใช้บริการ จำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ส่วนการวิเคราะห์ผลการวิจัย ใช้สถิติ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ โปรแกรม SPSS version:23 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาปัจจัยในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาใช้บริการ 1) ลักษณะประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 21 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพนักเรียน / นักศึกษา และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000 บาท หรือน้อยกว่า 2) แบบแผนการเดินทางมาท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่เคยมาเที่ยวมาก่อน ได้รับข้อมูลจากเพื่อน / ญาติ วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางคือการมาท่องเที่ยว / พักผ่อน เดินทางมากับเพื่อน / แฟน ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นพาหนะ และนิยมเดินทางในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ 3) ปัจจัยผลักดัน (Push Factors) โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความต้องการค้นพบสิ่งใหม่ๆ รองลงมาคือ ด้านความต้องการตอบสนองทางร่างกาย ด้านความต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมชนชาติการดำรงชีวิต ด้านความต้องการเดินทางเพื่อโอกาสในการเข้าสังคม และด้านความต้องการความภูมิใจที่ได้รับในการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ตามลำดับ 4) ปัจจัยดึงดูด องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว 5A’s (Pull Factors – 5A’s) โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านที่พัก รองลงมาคือ ด้านสิ่งที่ดึงดูดใจ ด้านการเข้าถึง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านกิจกรรม ตามลำดับ 5) ปัจจัยดึงดูด ส่วนประสมทางการตลาด 4P’s (Pull Factors – 4P’s) โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริการ 1) ควรเพิ่มพื้นที่รองรับการนั่งพักสำหรับนักท่องเที่ยว 2) ควรจัดให้มีห้องน้ำเพิ่มเติมและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของห้องน้ำที่มีอยู่ 3) ควรปรับปรุงระบบน้ำภายในห้องอาบน้ำ 4) ควรพัฒนาเส้นทางสัญจรสำหรับผู้พิการบริเวณบ่อน้ำพุร้อน 5) ควรปรับปรุงป้ายระบุห้องแช่ออนเซ็นให้มีความชัดเจนในการแยกพื้นที่ชายและหญิง 6) ควรเพิ่มพื้นที่จอดรถให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้บริการ 7) ควรพัฒนาความชัดเจนของเส้นทางการเข้าถึงพื้นที่อุทยาน 8) ควรปรับปรุงและบำรุงรักษาป้ายบอกทางที่ชำรุดหรือเลือนราง</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2899 LEVELING UP LANGUAGE LEARNING: THE IMPACT OF GAMIFICATION ON ACADEMIC SELF-EFFICACY OF GRADE 12 EFL STUDENTS IN PUBLIC SECONDARY SCHOOLS IN CHONBURI PROVINCE 2026-02-08T10:34:06+07:00 Saharat Laksanasut laksanasutsaharat@gmail.com <p>Academic self-efficacy is a critical psychological construct influencing learners’ motivation, persistence, and achievement in foreign language learning; however, empirical evidence in secondary-level EFL contexts remains limited. This study investigated the effects of gamification on the academic self-efficacy of Grade 12 students learning English as a Foreign Language (EFL) in public secondary schools in Chonburi Province, Thailand.<strong> </strong>Employing a mixed-methods explanatory sequential design, the study first adopted a quasi-experimental pre-test–post-test approach, followed by focus group interviews to gain in-depth insights into students’ learning experiences. A total of 83 students participated, with 42 assigned to an experimental group receiving instruction integrated with <em>Duolingo for Schools</em> and 41 assigned to a control group receiving traditional instruction. Quantitative data were analyzed using paired-sample and independent-sample t-tests.<strong> </strong>The results revealed a statistically significant improvement in academic self-efficacy among students in the experimental group, with mean scores increasing from 2.85 (SD = 0.45) to 4.10 (SD = 0.35), while the control group obtained a lower post-test mean score of 3.40 (SD = 0.40) (p &lt; .01). Qualitative findings corroborated the quantitative results, indicating that the gamified learning environment promoted engagement, motivation, and autonomous learning through features such as immediate feedback, progress tracking, and game-based challenges.</p> <p>The findings suggest that gamification, when systematically integrated into formal EFL instruction, can significantly enhance students’ academic self-efficacy. This study provides empirical support for the pedagogical value of gamified learning environments and offers practical implications for educators and policymakers seeking to strengthen learner engagement and psychological readiness in secondary-level EFL classrooms.</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2734 การประเมินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล กรณีศึกษาเขตพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย 2026-02-08T10:35:42+07:00 สุทธิพงษ์ สิทธิขันแก้ว 668970202@crru.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล อำเภอเวียงเชียงรุ้งจังหวัดเชียงราย โดยใช้รูปแบบ CIPP model 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยผู้ลงทะเบียนเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย จำนวน 57 ราย ซึ่งใช้ตัวอย่างโดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) คือ ผู้ลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยใช้รูปแบบ CIPP Model ใน 4 ด้าน และความคิดเห็นของผู้ลงทะเบียนเข้าโครงการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลในเขตอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย มีผลการประเมินในภาพรวมระดับมากที่สุด โดยมีด้านกระบวนการอยู่ระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ระดับมากที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการและสามารถนำไปพัฒนาต่อได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2787 การประเมินปัจจัยสนับสนุนศักยภาพ และคุณภาพการขับเคลื่อนงานบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณที่ตอบสนองต่อแนวโน้มการดำเนินงานในศตวรรษที่ 21 2026-02-08T10:35:13+07:00 ศุกร์พรัตน์ รักษกาญจน์ sukparut@tsu.ac.th <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1<strong>) </strong>ปัจจัยสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของส่วนงานบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2<strong>) </strong>คุณภาพการให้บริการตามภารกิจบริการวิชาการ และ 3<strong>) </strong>แนวโน้มการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจบริการวิชาการให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างผู้รับบริการ ซึ่งใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้จำนวน 387 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยคัดเลือกด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจง รวมจำนวน 10 คน และใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา รวมทั้งประชุมกลุ่มย่อยเพื่อสังเคราะห์แนวโน้มการดำเนินงานตามหลัก SWOT Analysis สู่การตีความสร้างข้อสรุปเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของส่วนงานบริการวิชาการ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.22, SD = 1.01) ขณะที่ 2) คุณภาพการให้บริการตามภารกิจบริการวิชาการ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.31, SD = 0.69) และ 3) ผลวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สะท้อนว่าควรใช้กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) ผ่านกลไกขับเคลื่อน 3 มิติ ได้แก่ (1) การบูรณาการเครือข่ายภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย (2) การพัฒนานวัตกรรมบริการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (3) การสร้างศูนย์กลางบริการวิชาการระดับสากล สำหรับใช้เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์บริการวิชาการสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ บนฐานการสร้างระบบนวัตกรรมการจัดการความรู้ที่ยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านบริการวิชาการของภูมิภาค</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/3138 การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลผ่านโครงงานดิจิทัลฐานชุมชน : บทเรียนจากกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จังหวัดสกลนคร 2026-02-12T12:31:31+07:00 เมฆา ดีสงคราม krumakskr@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ฐานชุมชน 2) เพื่อประเมินสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาคุณภาพผลงานโครงงานดิจิทัล และ 4) เพื่อสังเคราะห์บทเรียนจากการจัดการเรียนรู้และบทบาทของกระบวนการ PLC เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 40 คน และครูผู้สอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินสมรรถนะนวัตกรดิจิทัล แบบประเมินคุณภาพผลงานโครงงานดิจิทัล แบบบันทึกการสะท้อนผลของครู แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับครู แบบสนทนากลุ่มสำหรับนักเรียน และแบบบันทึกการประชุม PLC วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนาและ Paired Sample t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนมีสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =4.52) โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ทางดิจิทัล และการสื่อสารดิจิทัล 3) ผลงานโครงงานดิจิทัลมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.82) โดดเด่นในด้านการตอบโจทย์ปัญหาชุมชนและความคิดสร้างสรรค์ และ 4) พบบทเรียนสำคัญ 4 ประการ คือ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน การใช้ข้อมูลผู้เรียนเป็นฐานการตัดสินใจ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมร่วมกัน และการเอาชนะความท้าทายด้วยการสนับสนุนร่วมกัน การบูรณาการการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่และโครงงานดิจิทัลผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะดิจิทัลของนักเรียน สิ่งที่โดดเด่นจากงานวิจัยนี้คือการบูรณาการการเรียนรู้ฐานชุมชนเข้ากับการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลผ่านโครงงานที่แก้ปัญหาจริงในชุมชน ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่มักแยกพัฒนาทักษะดิจิทัลออกจากบริบทชุมชน นอกจากนี้ การใช้กระบวนการ PLC เป็นกลไกพัฒนาครูอย่างเป็นระบบยังเป็นจุดเด่นที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของนวัตกรรม</p> 2026-02-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2807 การเปลี่ยนแปลงลักษณะและรูปแบบของกระบวนการทอผ้าไททรงดำ : กรณีศึกษาชุมชน บ้านน้ำเรื่อง ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ระหว่างพ.ศ. 2540 – 2567 2026-02-08T10:34:49+07:00 วศิน ปัญญาวุธตระกูล ajtop_1@hotmail.com ชนัญชิดา บัวเจริญ chananchidab65@nu.ac.th <p> บทความจิวัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงลักษณะและรูปแบบของกระบวนการทอผ้าไททรงดำในชุมชนบ้านน้ำเรื่อง ระหว่างพ.ศ. 2540 – 2567 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในการรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) ซึ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ช่างทอผ้า ช่างตัดเย็บและเจ้าของร้านจำหน่ายผ้าไททรงดำ ชาวบ้าน และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และนำข้อมูลที่ได้มาตีความและนำเสนอโดยใช้การพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) ผลการวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงลักษณะและรูปแบบของกระบวนการทอผ้าไททรงดำในชุมชนบ้านน้ำเรื่อง ระหว่างพ.ศ. 2540 – 2567 แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) อุปกรณ์สำหรับการทอผ้า ทอด้วยกี่กระตุกและเพิ่มการสั่งซื้อผ้าทอสีดำจากชุมชนอื่น 2) เส้นใย ใช้เส้นด้ายสำเร็จรูป 3) สี ใช้สีย้อมเคมี 4) ลวดลาย ลวดลายดั้งเดิมยังคงเป็นที่นิยม และเพิ่มลวดลายของชาวไททรงดำในเวียดนาม และ 5) รูปแบบ ปรับเปลี่ยนสินค้าเดิมให้มีความร่วมสมัยและออกแบบสินค้าใหม่ ๆ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลกระทบมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ และปัจจัยภายใน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบธรรมชาติ และการปรับตัวของผู้ผลิตภายในชุมชน ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของการศึกษากระบวนการพัฒนาของผ้าทอพื้นเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนบ้านน้ำเรื่อง</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2677 แนวทางการยกระดับการปฏิบัติงานตามภารกิจของกลุ่มงานอำนวยการ กรณีศึกษา : สำนักงานจังหวัดพะเยา 2026-02-08T10:36:24+07:00 วรารัตน์ ไชยฟู 678970001@crru.ac.th <p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจของกลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดพะเยา 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานตามภารกิจของกลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดพะเยา 3) เพื่อเสนอแนวทางการยกระดับการปฏิบัติงานตามภารกิจของกลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดพะเยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ บุคลากรในสังกัดกลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดพะเยา จำนวน 11 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันหน่วยงานมีปริมาณงานจำนวนมากและมีลักษณะเร่งด่วน มีโครงสร้างงานและการสื่อสารภายในชัดเจน แต่ขาดแคลนอัตรากำลัง ขาดทักษะด้านดิจิทัล คู่มือปฏิบัติงาน การใช้ระบบงานและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย และการพึ่งพาเอกสารในรูปแบบกระดาษ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า 2) ปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน ได้แก่ (1) ปัญหาด้านบุคลากรและทักษะดิจิทัล (2) ขาดคู่มือการปฏิบัติงาน และระบบถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบ (3) ปัญหาด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ล้าสมัย 3) แนวทางการยกระดับการปฏิบัติงาน ได้แก่ (1) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน SOP และรายการตรวจสอบ Checklist (2) พัฒนาระบบควบคุมพัสดุ-ครุภัณฑ์ดิจิทัล (3) พัฒนาทักษะผ่านไมโครคอร์ส (4) จัดระบบพี่เลี้ยงและคลังความรู้ (5) ทบทวนภารกิจและบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน</p> <p> </p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2913 พรมแดนความรักในวิชาสังคมศึกษา: การบ่มเพาะอัตลักษณ์พลเมืองผ่านการเมืองเชิงอารมณ์ 2026-02-08T10:33:39+07:00 อรรฏชณม์ สัจจะพัฒนกุล apaichon.s@psru.ac.th <p> บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดการเมืองเชิงอารมณ์ที่ปรากฏในหลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พุทธศักราช 2551 โดยมุ่งวิเคราะห์ “อารมณ์” ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความรัก” ซึ่งแม้จะปรากฏในลักษณะของอารมณ์เชิงบวก แต่กลับมีนัยทางอำนาจที่แฝงฝังอยู่ในการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ทั้งกิจกรรมในชั้นเรียน แบบเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตลอดจนวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความรักไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะอารมณ์ที่เป็นกลาง หากแต่เป็นกลไกที่หล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด และอัตลักษณ์ของพลเมืองให้ยอมรับโครงสร้างอำนาจอย่างเป็นธรรมชาติ โดยความรักในบริบททางการศึกษาจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กำหนดว่าอัตลักษณ์ของพลเมืองในแง่ของคุณค่าที่ยึดถือ กระบวนการให้เหตุผล ตลอดจนการแสดงออกถึงความเป็นพลเมืองดีในบริบทไทย โดยด้านหนึ่งความรักได้กลายเป็นพรมแดนในการแบ่งแยกว่าใคร “เป็นส่วนหนึ่ง” ในสังคมไทย และใครคือ “ผู้ที่ถูกทำให้เป็นอื่น” อย่างแยบยล</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/2890 หมอลำผ่านกาลเวลา : การเปลี่ยนผ่านเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์จากลานบ้านสู่สตรีมมิง 2026-02-08T10:34:28+07:00 ฐพัชร์ โคตะ khota.thaphat@gmail.com <p> บทความวิชาการนี้มุ่งอธิบายพลวัต “กาลเวลาของหมอลำ” ผ่านการวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมชุมชนในลานบ้าน สู่การเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” (Cultural Commodity) บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงและสื่อดิจิทัลร่วมสมัย โดยใช้กรอบแนวคิดโลกาภิวัตน์ท้องถิ่น (Glocalization) วัฒนธรรมลูกผสม (Hybrid Cultural Form) และการต่อรองอัตลักษณ์ (Identity Negotiation) เป็นฐานในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในด้านวิธีดำเนินการ บทความใช้แนวทางเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และการวิเคราะห์เชิงธีม (thematic analysis) โดยพิจารณาตัวอย่างกรณีศึกษาเชิงพรรณนา ซึ่งคัดเลือกจากสื่อหมอลำร่วมสมัยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ YouTube, TikTok และ Facebook Live รวมจำนวน 12 คลิป โดยใช้วิธีเลือกแบบตามวัตถุประสงค์ (purposeful sampling) ได้แก่ คลิปที่มีการผสมผสานองค์ประกอบดั้งเดิมของหมอลำเข้ากับรูปแบบการนำเสนอแบบดิจิทัลอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ กรณีศึกษาเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนเชิงสัญญะ” เพื่อให้เห็นปรากฏการณ์ร่วมในด้านสุนทรียศาสตร์ กลยุทธ์การสื่อสาร และการปรับตัวของศิลปินหมอลำบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หมอลำในยุคดิจิทัลไม่ได้สูญเสียอัตลักษณ์ดั้งเดิม แต่กำลัง “แปลงรูป” ผ่านกระบวนการต่อรองระหว่างชุมชน ศิลปิน ผู้ชม และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม จนเกิดเป็น “วัฒนธรรมลูกผสมร่วมสมัย” ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบการนำเสนอใหม่ เช่น วิดีโอสั้น การตัดต่อฉับไว ท่าเต้นไวรัล และการมีส่วนร่วมผ่านระบบ Virtual Gifting ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนการดำรงอยู่ของหมอลำในฐานะวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต และสามารถสร้างพื้นที่ทางอัตลักษณ์ใหม่ของ “อีสานร่วมสมัย” ภายใต้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและกระแสโลกาภิวัตน์</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์