https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/issue/feed วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ 2025-02-16T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์ journal.ssa.review@gmail.com Open Journal Systems <p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">ISSN 3057-076X</span> <span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">(Online)</span></strong></p> <p><strong> </strong></p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1310 AI กับการศึกษา: ตัวช่วยสุดอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 2024-12-12T19:08:09+07:00 จิรกร ฐาวิรัตน์ mygpax@gmail.com <p> การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการศึกษา นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ไปสำหรับผู้สอน ผู้เรียน และสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การสนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคในการเรียนรู้แบบปรับเหมาะ (Adaptive Learning) ซึ่งปรับเนื้อหาและกระบวนการสอนให้ตรงกับความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์สูง การประเมินผลที่ปรับตัวตามระดับทักษะของผู้เรียน การให้คำแนะนำที่เป็นส่วนตัว และเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ นอกจากนี้ AI ยังมีศักยภาพในการลดความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา โดยการสร้างโอกาสและการเข้าถึงการเรียนรู้สำหรับกลุ่มผู้เรียนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ที่มีอุปสรรคด้านภาษาหรือการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความสามารถของครูในด้านเทคโนโลยี การจัดการการสอน และการเตรียมระบบการศึกษาของสถานศึกษา ให้มีพร้อมสำหรับอนาคตที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการ AI ในการศึกษาไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้ แต่ยังสร้างระบบการศึกษาที่ เท่าเทียม ยั่งยืน และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1295 วิถีใหม่ในการเพิ่มสมรรถนะความรู้ความเข้าใจของครูยุคดิจิทัลในการประยุกต์ใช้เอไอเกรดสโคปประเมินผู้เรียน 2024-12-04T19:59:29+07:00 กวิสรา วชิรศักดิ์ชัย kawitsara.work@gmail.com อุทิศ บำรุงชีพ uthit.505@gmail.com <p> บทความวิชาการนี้ กล่าวถึงคุณลักษณะของ เอไอ เกรดสโคป หลักการนำไปใช้กับการประเมินผู้เรียน ข้อจำกัดและความแตกต่างระหว่าง Gradescope Basic และ Gradescope Institution การเปรียบเทียบระหว่าง เอไอ เกรดสโคป และโปรแกรมอื่น หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการนำเอไอ เกรดสโคปไปใช้งานในการจัดการเรียนรู้ และศักยภาพของ เอไอ เกรดสโคปที่จะมีผลต่อสมรรถนะของครู องค์ความรู้จากบทความนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อแวดวงการศึกษาในส่วนของการพัฒนาสมรรถนะของครูในการใช้ Gradescope สำหรับการประเมินผู้เรียน สอดคล้องกับ สมรรถนะของครูยุคดิจิทัลตามแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2567 มุ่งเน้นให้ครูมีความพร้อมด้านวิชาการ ทักษะการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งวิถีใหม่ในการเพิ่มสมรรถนะครูยุคดิจิทัล นั่นคือ การประยุกต์ใช้ เอไอ เกรดสโคป (AI Gradescope) ในการประเมินผู้เรียนด้วยการให้คะแนนและตรวจสอบงานของผู้เรียน ซึ่งเครื่องมือนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินและลดภาระงานของครู ทำให้ครูมีเวลาเน้นพัฒนาทักษะผู้เรียนได้มากขึ้น อีกทั้ง AI ยังช่วยให้การประเมินผู้เรียนทำให้ครูให้ผลป้อนกลับสู่ผู้เรียนได้รวดเร็วและสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาทักษะและความเข้าใจของผู้เรียนในยุคดิจิทัล โดยผลที่ได้จากการตรวจสอบของแพลตฟอร์ม เอไอ เกรดสโคปจะช่วยประหยัดเวลาของครูในการตรวจสอบงานที่มอบหมายให้กับผู้เรียนได้มากถึง 30-60% ซึ่งศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะมีผลต่อสมรรถนะหลัก ของครูตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ทำให้การประเมินผลผู้เรียนได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพสามารถปรับปรุงพัฒนาและทวนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1351 แพลตฟอร์มดีไซน์เอไอสร้างสรรค์งานกราฟิกบนฐานคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาสายอาชีพ 2024-12-23T07:44:33+07:00 ณัฐธิชา พูลเกื้อ nattichanook@gmail.com อุทิศ บำรุงชีพ uthit.505@gmail.com <p> บทความนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทและวิธีการนำแพลตฟอร์มที่ชื่อว่าดีไซน์เอไอ (Designs AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์งานกราฟิกบนฐานคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาสายอาชีพ ทั้งนี้การออกแบบกราฟิกเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญในโลกธุรกิจและการสื่อสารปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบกราฟิกไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาในสายอาชีพ ทั้งนี้แพลตฟอร์มดีไซน์เอไอช่วยเสริมสร้างสรรค์งานกราฟิกในบริบทการศึกษาและการพัฒนาทักษะของนักศึกษาสายอาชีพโดยใช้หลักการคิดเชิงออกแบบ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเข้าใจปัญหา ระยะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และระยะการส่งมอบผลงาน ทั้ง 3 ระยะสามารถใช้ดีไซน์เอไอ (Designs AI) ในการสร้างสรรค์ผลงานและการเรียนรู้ของนักศึกษาสายอาชีพ ดังนี้ ประการแรก คือ การใช้เอไอในกระบวนการออกแบบ โดยการใช้เอไอเพื่อช่วยให้นักออกแบบประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยช่วยในเรื่องของการสร้างไอเดียหรือการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ประการที่สอง การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักศึกษา นักศึกษาสายอาชีพสามารถใช้เทคโนโลยีเอไอเพื่อเรียนรู้แนวคิดและกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบกราฟิก โดยอาจจะช่วยให้พวกเขามีเครื่องมือในการทดลองและสร้างสรรค์ผลงานได้มากขึ้น ซึ่งจะเสริมทักษะการคิดเชิงออกแบบที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาจริง ประการสุดท้าย คือ การนำเสนอผลงานและการปรับตัวในตลาดแรงงาน เป็นการใช้เอไอในงานกราฟิกสามารถช่วยนักศึกษาในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงและสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ โดยเอไอสามารถช่วยในการปรับแต่งรายละเอียดหรือเพิ่มความหลากหลายให้กับผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1257 การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของผู้เรียน 2024-12-11T09:15:00+07:00 กรวรานนท์ บุญโตนด krusiriwat.sw01@gmail.com วิรัช วันบรรเจิด kornwaranont.boo@pcccpl.ac.th <p> การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social-Emotional Learning - SEL) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน<br />ส่งผลให้ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะดังกล่าวเพื่อจัดการกับความท้าทายต่าง ๆบทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะ SEL ในบริบทการศึกษาไทย โดยเน้น 1) แนวคิดพื้นฐานและความสำคัญของ SEL 2) องค์ประกอบของ SEL ตามกรอบทฤษฎี<br />3) การนำ SEL มาใช้ในประเทศไทย 4) กรณีศึกษาจากต่างประเทศ และ 5) แนวทางการพัฒนา SEL สำหรับผู้เรียนไทย เนื้อหาจะวิเคราะห์ทั้งแนวคิดทฤษฎีและการปฏิบัติจริง พร้อมเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้ SEL ในการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร และการบริหารจัดการสถานศึกษา ในบริบทประเทศไทย การพัฒนา SEL ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและพบความท้าทายด้านความเข้าใจ ของครู ทรัพยากรสนับสนุน และข้อจำกัดทางวัฒนธรรม แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมควรเน้นการบูรณาการในหลักสูตร การพัฒนาครู การสร้างความร่วมมือกับชุมชน การสนับสนุนเชิงนโยบาย และการใช้เทคโนโลยี โดยมีการประเมินผลที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อให้การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของผู้เรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1309 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม : หลักสูตรสู่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากยุคบานี่สู่ยุควิถีถัดไป 2024-12-11T19:38:14+07:00 ชญานี หาญรบ chayaneeh66@nu.ac.th <p> การเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ท่ามกลางบริบททางสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากช่วงเวลาแห่งยุค VUCA สู่ช่วงของเวลาแห่งยุค BANI และจากช่วงเวลาแห่งยุค New Normal เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งยุค Next Normal ภาคการศึกษาควรตระหนักต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ในการพัฒนาตนไปพร้อมกับการเตรียมความพร้อมในการรับมือเพื่อเสริมสร้างเยาวชนให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางบริบทของสังคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายวิชาสังคมศึกษาที่ธรรมชาติของวิชาเกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ ผู้เขียนบทความจึงมุ่งนำเสนอ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับโรงเรียนซึ่งถือเป็นสถาบันทางการศึกษาที่เปรียบเสมือนประตูบานแรกในการปูทางสู่ การเติบโตทางการศึกษาขั้นถัดไป โดยแบ่งการนำเสนอเป็น 5 ส่วน ดังนี้ 1) บทนำ 2) จากหลักสูตรสู่การจัดการศึกษาวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3) มุมมองการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมในต่างประเทศ 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผสานกับการบูรณาการภายในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และ 5) บทสรุป</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1547 การเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมชุมชนและท้องถิ่น กรณีศึกษา ประเพณีชักพระตักบาตรเทโว จังหวัดสงขลา 2025-02-03T10:02:24+07:00 พิชชากร ตะนุสะ phitchakorntanu@gmail.com <p> ประเพณีชักพระหรือลากพระของชาวจังหวัดสงขลานั้นเกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยศรีวิชัยตามจดหมายเหตุของภิกษุจี้อิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของชาวบ้านที่ยึดถือ ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน และภูมิปัญญาเชิงท้องถิ่นได้อีกด้วย <strong> </strong></p> <p> บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอสภาพปัจจุบันของแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของประเพณีชักพระตักบาตรเทโว จังหวัดสงขลา แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบดังนี้ 1) ด้านวัตถุประสงค์ 2) ด้านแหล่งการเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และ 3) ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม ผลลัพธ์จากอดีตจนถึงปัจจุบันผ่านการสร้างสรรค์ สะสม และสร้างต้นทุนใหม่ทางวัฒนธรรม พัฒนาสังคมให้เกิดคุณประโยชน์ต่อชาติทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงและแสดงความเป็นตัวตนในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณีชักพระจึงเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีความเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา การจัดพิธีชักพระจึงไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมที่ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา รวมถึงการส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันของจังหวัดสงขลาตลอดไป โดยองค์ความรู้จากบทความนี้จะส่งผลให้พุทธศาสนิกชนชาวสงขลา ผู้ที่สนใจ หรือชาวพุทธในประเทศไทยทั่วไปได้ทราบถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมในประเพณีชักพระตักบาตรเทโว จังหวัดสงขลา ทำให้เกิดความประทับใจในมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้พบ อีกทั้งยังเป็นฐานการเรียนรู้นอกห้องเรียนร่วมกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) และชุมชนที่จะส่งเสริมให้เกิดการเห็นคุณค่าซึ่งจะพัฒนาไปเป็นการรวมพลังในการสืบสานอนุรักษ์ต่อไป</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1263 สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก..ปากเซ : การสำรวจและการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองปากเซในรอบ 14 ปี ผ่านสื่อภาพยนตร์ 2024-11-28T20:18:19+07:00 สุรศักดิ์ บุญอาจ surasak.b@ubu.ac.th <p> บทความนี้สำรวจการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองปากเซในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา (2553-2567) ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก..ปากเซ (2553) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเมืองปากเซจากชุมชนดั้งเดิมสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแค่แสดงถึงการปรับตัวต่อผลกระทบของโลกาภิวัตน์ แต่ยังเน้นการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมระหว่างลาวและไทย รวมถึงปัญหาและโอกาสที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของค่านิยม จากการศึกษา พบว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสื่อภาพยนตร์ที่สะท้อนการพัฒนาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ลาวที่มีบทบาทในการสร้างพื้นที่วิพากษ์สังคม และการเปิดประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ซึ่งยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมลาว ทั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของภาพยนตร์ในฐานะสื่อที่เปิดพื้นที่สำหรับการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ แม้เวลาจะผ่านไปภาพยนตร์ยังคงแสดงพลังของศิลปะในการท้าทายกรอบความคิดและสร้างความเข้าใจในเรื่องที่ซับซ้อนและอ่อนไหว</p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1274 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารและพัฒนาองค์กรของเทศบาลตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2024-12-01T11:28:17+07:00 ลัดดาวัลย์ ประมูลพงษ์ 65122080328@kru.ac.th วิราสิณี สิริศรีเกษตร 65122080328@kru.ac.th จักรินทร์ นิลตะโก 65122080328@kru.ac.th ณัฐพัชร์ ชะอุ่ม 65122080328@kru.ac.th <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จต่อการบริหารและพัฒนาองค์กรของเทศบาลตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาให้แก่องค์กรอื่นๆ ต่อๆไป เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกรอบการศึกษาวิจัย โดยใช้แนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือบุคลากรของเทศบาลตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวนประชากรทั้งหมด 77 คน และได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และนำมาวิเคราะห์โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเช่น ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบว่า ด้านการดำรงสมาชิกภาพและเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มีการเข้าร่วมกิจกรรมขององค์กร โดยมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.71 และ S.D.= 0.54) 2) นำเสนอแนวทางในการพัฒนาองค์กร เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุดไปจนถึงต่ำสุด 1.ด้านการดำรงสมาชิกภาพและการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.71) 2. ด้านลักษณะงาน มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63) 3.ด้านความพยายามทุ่มเทปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ปฏิบัติตามนโยบายขององค์กรอย่างเคร่งครัด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63) 4.ด้านรู้สึกภูมิใจเมื่อได้ยินบุคคลอื่นกล่าวถึงองค์กรในทางที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63) 5.ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้า (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.42)</span></span></p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1318 เสกสันต์ ทองม่วง 2024-12-15T19:08:16+07:00 เสกสันต์ ทองม่วง seksan.th@jr.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สู่โรงเรียนคุณภาพ ด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของครูในสหวิทยาเขตวังจันทน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ และ 2) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก จากครูใน สหวิทยาเขตวังจันทน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ หลังได้รับการพัฒนาด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสหวิทยาเขตวังจันทน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สู่โรงเรียนคุณภาพ สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ของครูเข้าด้วยกัน ตามผลการวิจัยที่อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มีผลต่างของค่าเฉลี่ยที่มากขึ้นเท่ากับ 1.47 </li> <li>ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นการนำนวัตกรรมเชิงนโยบายและกระบวนการบริหารจัดการมาใช้ เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และพร้อมรับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1137 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (RBL) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาพัฒนาทักษะชีวิต ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก 2024-11-12T16:36:29+07:00 พงสุวัฒน์ เสริมศิริกาญจนา phngnrngkh12@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1).เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาช่างไฟฟ้า 2).เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานกับการเรียนปกติ 3).เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก จำนวน 40 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้กลุ่มเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบทดสอบ 2) แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test Independent ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต โดยภาพรวมมีค่าเท่ากับ 86.18/83.32</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนวิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัส 20000-1301 ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน วิชา วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัส 20000-1301 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.38, S.D. =0.46)</li> </ol> <p> องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้</p> <ol> <li>ก่อนดำเนินการสอนโดยการใช้วิจัยเป็นฐานผู้สอนต้องศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา คำอธิบายรายวิชาที่จะนำมาสอนให้เข้าใจ</li> <li>ผู้สอนควรมีการศึกษาในเรื่องของสื่อและนวัตกรรมในการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานให้เข้าใจเห็นจุดอ่อน จุดเด่นของงานวิจัยเพื่อที่จะได้ให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนได้อย่างดี</li> </ol> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1301 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบริการอาหารภายในโรงแรม 2024-12-06T22:09:35+07:00 ธตา ปรีดา thata.preeda@hotmail.com วรินทร์ วงษ์มณี thata.preeda@hotmail.com <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของลูกค้าในด้านการรับบริการ และ 2) วิเคราะห์กระบวนการทำงานของพนักงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น การศึกษานี้ใช้แนวคิดแบบลีน หลักการ ECRS และ ลดความสูญเปล่าทั้ง 7 ประการ เพื่อแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในกระบวนการผลิต โดยใช้เครื่องมือแผนภูมิการไหล และแผนผังก้างปลา วิเคราะห์กระบวนการทำงาน ระยะเวลา และกำลังคนที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย พนักงานครัวเบเกอรี่จำนวน 6 คนที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 2 ปี และคัดเลือกโดยวิธี คัดเลือกแบบสโนว์บอล (Snowball Sampling)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มจำนวนพนักงานในขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การจัดเตรียมวัสดุ การนวดแป้ง และการอบขนมปัง ช่วยลดเวลาในการผลิตจาก 338 นาที เหลือ 270 นาที คิดเป็นการลดลงร้อยละ 20.12 และช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพนักงานไม่ต้องทำงานเกินชั่วโมงทำงานปกติ </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/J_SSR/article/view/1485 ความต้องการสวัสดิการของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอน จังหวัดกาญจนบุรี 2025-01-12T09:13:45+07:00 กรกฏ สอสอาด 65122080101@kru.ac.th ชุติมา ขันทอง 65122080101@kru.ac.th ณัฐฐา คชวงษ์ 65122080101@kru.ac.th อรพรรณ ทองกลม 65122080101@kru.ac.th รจนาภรณ์ ศรีช่วงโชติ 65122080101@kru.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการสวัสดิการของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอนจังหวัดกาญจนบุรี และ เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาโดยการของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณในเขต จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือประชากรจำนวน 2,772 คน และได้กลุ่มตัวอย่าง 343 คนโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 60 - 69 ปี และ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความต้องการสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะด้านสุขภาพอนามัย สำหรับผู้สูงอายุ การวิจัย เสนอให้มีการสนับสนุน ด้านสวัสดิการ สาธารณสุข การสร้างรายได้ระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ</p> <p> </p> 2025-02-16T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารสังคมศึกษาปริทรรศน์