วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM
<p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> "วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา" เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการด้านนวัตกรรมการบริหารการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารธุรกิจ นวัตกรรมการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารได้กำหนดความซ้ำซ้อนของผลงาน ด้วยโปรแกรม <strong>CopyCatch </strong>ในระบบเว็บไซต์ของ <strong>ThaiJO</strong> ไม่เกิน 25%</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong><strong>ตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท คือ</strong></p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic article) </li> </ul> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) ผ่านระบบ ThaiJo</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่<br /></strong> กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ฉบับคือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม-เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 ช่วงเดือน กันยายน-ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ยกเว้นมีการขอยกเลิกหลังจากการประเมินโดยผู้ทรง หรือไม่แก้ไขบทความตามที่กำหนด มีค่าดำเนินการ 3,000 บาท</p>
สมาคมนักวิชาการไทย (Thai Academic Association)
th-TH
วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
3057-0611
-
แนวทางและความท้าทายในการหารายได้ของรัฐบาลไทยในศตวรรษที่ 21
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2149
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและแนวทางการหารายได้ของรัฐบาลไทยในศตวรรษที่ 21 ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไทยจะมีระบบภาษีที่สามารถจัดเก็บรายได้ในระดับหนึ่ง แต่การพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นหลัก ส่งผลให้ระบบภาษีมีลักษณะถดถอย กล่าวคือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระภาษีมากกว่าคนมีรายได้สูงในเชิงสัดส่วน ขณะเดียวกัน ระบบภาษียังไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหรือความผันผวนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติและกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการปฏิรูประบบภาษีให้ทันยุคสมัย รัฐบาลควรพิจารณาจัดเก็บภาษีจากบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน แพลตฟอร์มออนไลน์ เศรษฐกิจแบ่งปัน และแรงงานอิสระ พร้อมกับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ Big Data มาวิเคราะห์ ตรวจสอบ และคาดการณ์รายได้ภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่าย อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมการเสียภาษีให้เข้มแข็ง ด้วยการใช้แรงจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการให้เครดิตภาษีสำหรับผู้เสียภาษีดีเด่น พร้อมกันนี้รัฐบาลควรวางแผนทางการคลังระยะกลางและระยะยาว เช่น การลดการพึ่งพาเงินกู้ การสร้างแหล่งรายได้ที่มั่นคงผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการคลัง การปรับเปลี่ยนในระดับนโยบาย โครงสร้าง และวัฒนธรรมอย่างบูรณาการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนของการคลังภาครัฐในอนาคต</p>
ฉัฐวัฒน์ ชัชณฐาภัฏฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
125
142
-
การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืนผ่านโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2584
<p>โครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. เป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการเพื่อเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชา และสนองพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทร เทพยวรางกูร ที่มุ่งให้ผู้บริหาร ครู นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และอุดมการณ์คุณธรรม โดยนำมาประยุกต์เชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา ซึ่งครอบคลุมเอกลักษณ์ของชนชาติที่บรรพชนไทยได้ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา เสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ โดยดำเนินโครงการหรือกิจกรรมภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วย ความพอเพียง ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างการรับรู้และการยอมรับ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างครูแกนนำและนักเรียนแกนนำ ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดวิธีบรรลุคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 5 การลงมือปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลง และขั้นตอน ที่ 6 การสร้างกลไกการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ เริ่มจากการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ส่งเสริมสนับสนุนและเสริมแรง เพื่อการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องมีการนิเทศติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งถอดบทเรียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ให้มีการขยายผลสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการมีส่วนร่วมในโครงการโรงเรียนคุณธรรม เพื่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน.</p>
สุรศักดิ์ การุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
143
157
-
พลิกโฉมการศึกษา: การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาก้าวสู่ความเป็นเลิศ ในพื้นที่นวัตกรรม
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2661
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และนำเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาก้าวสู่ความเป็นเลิศในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกปฏิรูปที่มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรียนให้มีศักยภาพในการแข่งขันและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ประการที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ <br />1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม 2) หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบสนอง 3) การพัฒนาบุคลากรและการสร้างขีดความสามารถ 4) ระบบบริหารจัดการและเครือข่ายความร่วมมือ และ 5) ผลลัพธ์และคุณค่าที่เกิดขึ้น โดยความสำเร็จในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ 6 ประการ คือ 1) การมีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและเชิงนวัตกรรม 2) การกระจายอำนาจและอิสระในการบริหารจัดการ 3) การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน 4) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และ 6) การประเมินผลและการจัดการความรู้ ซึ่งองค์ประกอบและปัจจัยเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
ขจรเกียรติ ชลเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
158
172
-
พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย เริ่มจากการสื่อสารด้วยหัวใจได้จริงหรือ?
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2712
<p>ในการศึกษาทางการพยาบาล ผู้เรียนต้องเผชิญกับแรงกดดันหลากหลาย ทั้งจากเนื้อหาที่เข้มข้น ลำดับชั้นในห้องเรียน ความคาดหวังในบทบาทวิชาชีพ และระบบประเมินที่เน้นคำตอบถูกต้องมากกว่ากระบวนการคิด ส่งผลให้ผู้เรียนจำนวนมากรู้สึกลังเลที่จะตั้งคำถามหรือยอมรับความไม่รู้ แม้กิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เช่น การจำลองสถานการณ์ จะถูกออกแบบมาเพื่อฝึกฝน แต่กลับถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอบมากกว่าการเรียนรู้ ความไม่ปลอดภัยทางจิตใจที่เกิดขึ้นจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ที่แท้จริง</p> <p> บทความนี้ตั้งคำถามว่า “พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย” จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หากเราเริ่มต้นจาก “การสื่อสารด้วยหัวใจ” โดยเสนอแนวทางผ่าน “การสื่อสารอย่างสันติ” (Nonviolent Communication: NVC) และ “หลักการโค้ช” (Coaching Principles) ที่เน้นการฟังโดยไม่ตัดสิน การพูดที่เชื่อมโยงกับความรู้สึก และการตั้งคำถามอย่างเคารพ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสะท้อนและเติบโตจากภายใน</p> <p> จากการทบทวนแนวคิดและหลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่า การสื่อสารด้วยหัวใจช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ลดความกลัว และส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดอย่างเปิดเผย<br />บทความเสนอว่า การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยในบริบทการศึกษาพยาบาล ควรเริ่มจากการปรับบทบาทของผู้สอนให้เป็นผู้โค้ชและผู้ฟัง ที่รับฟังด้วยความเข้าใจและเคารพในตัวผู้เรียน เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง</p>
ธัญลักษณ์วดี ก้อนทองถม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
173
185
-
การบริหารที่ส่งเสริมมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปราม ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2777
<p>บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะการใช้งานผ่านการเปลี่ยนของเหลวให้เป็นไอเลียนแบบการสูบแบบดั้งเดิม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ครอบคลุมด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการก่อโรคร้ายแรง การเสพติด การกระทำผิดกฎหมาย และภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ปัจจุบันสถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อันเป็นผลจากการเข้าถึงสื่อออนไลน์ การตลาดที่ลดทอนภาพความอันตราย และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ รายได้ และทัศนคติ ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ การเลียนแบบหรือการชักชวนจากครอบครัวและเพื่อน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ราคา การโฆษณา การเข้าถึง รวมทั้งการรับรู้กฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาในสถานศึกษา จำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุก 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการป้องกัน โดยสร้างความรู้ รณรงค์ ประกาศเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และบูรณาการกับนโยบายอื่น และ 2) ด้านการปราบปราม โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ลงโทษผู้เกี่ยวข้อง และควบคุมการเข้าถึงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ การบริหารจัดการสถานศึกษาถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาผู้เรียน โดยการดำเนินงานเชิงรุกควรเริ่มจากการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การสร้างความตระหนักรู้และทัศนคติที่ถูกต้อง การจัดโครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการ การเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่าง การดำเนินมาตรการตามแผนอย่างต่อเนื่อง การประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ</p>
ศราวุธ น้ำสา
สุวดี อุปปินใจ
พูนชัย ยาวิราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
186
200
-
แนวทางการพัฒนาการรู้ดิจิทัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับสถานีตำรวจ
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2912
<p><strong> </strong>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการรู้ดิจิทัลในการปฏิบัติงานของแต่ละสายงานในสถานีตำรวจ รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของตำรวจ เพื่อวิเคราะห์หาข้อสรุปและเสนอแนวทางการพัฒนาการรู้ดิจิทัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับสถานีตำรวจ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งผลให้การปฏิบัติงานของสถานีตำรวจทั้ง 5 สายงาน (งานอำนวยการ, งานป้องกันปราบปราม, งานจราจร, งานสืบสวน, งานสอบสวน) ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 และการประเมิน ITA จากการศึกษาพบปัญหาด้านการรู้ดิจิทัล เช่น การขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัยและงบประมาณ, ข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต, ปัญหาด้านทักษะการวิเคราะห์และจริยธรรมในการใช้สื่อดิจิทัล ผู้เขียนได้นำแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์, ทฤษฎี X และ Y ของแมคเกรเกอร์, ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก, และทักษะความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัลของ Renee Hobbs โดยแนวทางการพัฒนาที่เสนอแนะจะเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรด้วยการใช้ทฤษฎีมาสโลว์ ทฤษฎี X/Y และ Digital Literacy ของ Renee Hobbs การปรับปรุงระบบสารสนเทศให้มีความปลอดภัยและเสถียร รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันให้รองรับการทำงานแบบออฟไลน์และการป้องกันการละเมิดสิทธิ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของยุคดิจิทัล</p>
สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
201
216
-
การพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบ 5E ในรายวิชาการพัฒนาสุขภาพ สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/1740
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างเป็นระบบของนักศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้รูปแบบ 5E (Engage, Explore, Explain, Elaborate, Evaluate) ในรายวิชาการพัฒนาสุขภาพ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถคิดอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน ที่ได้มาด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ก่อนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา และแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ 5E การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียน <br />การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน และใช้สถิติ<br />เชิงพรรณนา (descriptive statistics) เพื่อวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (18.72) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (12.35) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ<br />สืบเสาะหาความรู้รูปแบบ 5E สามารถพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบของนักศึกษาได้ นอกจากนี้ นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้นี้ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.66 <br />(SD = 0.69) ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการนำไปใช้ในชีวิตจริง ทั้งนี้ข้อมูล<br />สนับสนุนว่าการใช้กระบวนการ 5E ในรายวิชาการพัฒนาสุขภาพมีประสิทธิผลและควรได้รับ<br />การนำไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาอื่นๆ ที่จัดการเรียนรู้ในระดับอาชีวศึกษา</p>
ธนพร แพทย์วงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
1
11
-
แนวคิดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลนครสงขลา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2228
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลนครสงขลา และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดปรากฏการณ์วิทยา ภายใต้กระบวนทัศน์การวิจัยแบบการตีความ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาทั้งที่ดำรงตำแหน่งบริหารและไม่ดำรงตำแหน่งบริหาร ประกอบด้วยผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้าหมวดวิชา และครูผู้สอนในสถานศึกษา โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวนผู้ให้ข้อมูลถึงจุดอิ่มตัวที่ 15 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงประเด็น (Thematic Analysis) และการสังเกต</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครสงขลาโดยรวมมีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในระดับดี โดยเฉพาะด้านวิสัยทัศน์ การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ การเปิดกว้างและสร้างความไว้วางใจ รวมถึงการทำงานร่วมกัน แม้ว่าการกล้าเสี่ยงยังคงมีความระมัดระวัง แต่สามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดได้อย่างเหมาะสม แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเน้นการอบรมทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ การส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงออกแบบ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับความหลากหลาย และการเสริมสร้างการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การส่งเสริมการกล้าเสี่ยงและการสร้างความไว้วางใจผ่านการอบรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบูรณาการแนวคิดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ไว้ในหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา</p>
ณิชา คงวัลย์
อนิวัช แก้วจำนงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
12
21
-
การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของประชาชนในเขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2524
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (2) ศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และ (3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลของการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรมการจัดการขยะ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีระดับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับมากและมีพฤติกรรมการจัดการขยะในระดับบ่อยครั้ง การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการจัดการขยะอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 28.7โดยมิติการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลสูงสุด ข้อค้นพบสะท้อนความจำเป็นในการพัฒนากลยุทธ์เชิงบูรณาการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างแรงจูงใจระดับครัวเรือน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคัดแยกขยะ ผ่านความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน และองค์กรชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน</p>
วันดี หิรัญสถาพร
ชัชชุดา จิระนันทิพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
22
35
-
สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2572
<p>ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและการพัฒนาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21<br />จึงมีแนวปฏิบัติการพัฒนาครูไทยที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดงานวิจัยด้านสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ โดยวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากงานวิจัยในประเทศไทยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2558 – ปัจจุบัน รวม 22 งานวิจัย จากฐานข้อมูล Google Scholar, ThaiLIS และ ThaiJo โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว และ 3) ศึกษาการนำรูปแบบไปใช้จริง ผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรและการออกแบบการจัดการเรียนรู้ (2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (3) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ (4) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และ (5) การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ขณะเดียวกันรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูมีองค์ประกอบ 7 ประการ เช่น การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การบูรณาการเทคโนโลยี การพัฒนาตนเองของครู การสนับสนุนจากผู้บริหารและองค์กร ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตร การวัดและการประเมินผล ผลการทบทวนยังชี้ให้เห็นทิศทางและช่องว่างการวิจัยที่ควรได้รับการต่อยอด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีศักยภาพเทียบเท่าสากลต่อไป</p>
เพ็ญพักตร์ ช่วยพันธ์
รัชดา ยุโส๊ะ
กตัญญูตา บางโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
36
50
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการเครื่องซักผ้าอบผ้าหยอดเหรียญของผู้บริโภค ในจังหวัดปทุมธานี
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2594
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภค 2) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการเครื่องซัก อบผ้าในเขตพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 3) ศึกษาระดับความคิดเห็นและปัจจัยด้านการใช้บริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้เครื่องซักอบผ้าหยอดเหรียญในเขตอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการเครื่องซักผ้า อบผ้าหยอดเหรียญ นำไปคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือสำหรับงานวิจัยนี้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี รายได้ต่ำถึงปานกลาง 2) พฤติกรรมการใช้บริการส่วนใหญ่นิยมใช้สัปดาห์ละครั้งในช่วงเย็นถึงกลางคืน และเลือกใช้บริการเนื่องจากความสะดวกและราคาที่เหมาะสม 3) ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญต่อปัจจัยการใช้บริการในระดับมากที่สุดในปัจจัยทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.23 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่มีผลนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ต่อการตัดสินใจใช้บริการ อธิบายความแปรปรวนได้เพียง 2.6% แสดงว่าปัจจัยอื่นหรือบริบทส่วนบุคคลอาจมีบทบาทมากกว่า</p>
นันท์นภัสร์ พุกราชวงศ์
ปิยะ คหพลพัชร
ธัญวรัตน์ ดวงตา
นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
51
65
-
การปรับตัวของครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนในสังกัดเทศบาล นครนครสวรรค์ต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) พุทธศักราช 2568 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2676
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวของครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3) พุทธศักราช 2568 และเพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่ครูเผชิญในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Methods Research) ด้วยรูปแบบการวิจัยแบบคู่ขนาน (Concurrent Design) โดยในส่วนของ<br />การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างแบบ Census ซึ่งประกอบด้วยครูผู้สอนจำนวน 50 คน และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 9 คนที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) </p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ระดับการปรับตัวของครูผู้สอนต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบความแตกต่างที่น่าสนใจ โดยด้านความเข้าใจ<br />ในหลักสูตรและด้านความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนหลักสูตร อยู่ในระดับมาก ขณะที่ด้านการปฏิบัติและการขับเคลื่อนหลักสูตร อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับด้านอุปสรรคในการขับเคลื่อนหลักสูตร อยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ครูต้องเผชิญ </p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่ครูเผชิญอย่างชัดเจน <br />โดยสามารถสรุปเป็นประเด็นหลักได้ 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ความท้าทายในการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะที่ยังขาดความชัดเจนเชิงปฏิบัติ (2) ภาระงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนที่บั่นทอนเวลาและพลังงานของครู และ (3) การขาดแคลนต้นแบบและสื่อการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง</p>
พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
66
80
-
การพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัด เทศบาลนครนครศรีธรรมราช โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 Ks Steps ตามทฤษฎีคอนสตรักติวิสต์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2711
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 Ks Steps ตามทฤษฎีคอนสตรักติวิสต์ 2) เปรียบเทียบผลมโนทัศน์<br />ทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 Ks Steps ตามทฤษฎีคอนสตรักติวิสต์ ประเภทของการวิจัยเป็นวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 11 แผน 2) แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 40 ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5Ks Steps ตามทฤษฎีคอนสตรักติวิสต์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการเปรียบเทียบผลมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 Ks Steps ตามทฤษฎีคอนสตรักติวิสต์ พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 26.87 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.18 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 2.00 หลังเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 32.90 คิดเป็นร้อยละ 82.25 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.04 ผลต่างของคะแนนเฉลี่ย ระหว่างก่อนและหลังเรียน เท่ากับ 6.03 คิดเป็นร้อยละ 15.07</p>
สุภาวดี นพพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
81
95
-
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนอนุบาลพะเยา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3168
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบและ 4) ประเมินรูปแบบ การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ สภาพการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย จากผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง 15 คน โดยใช้ประเด็นการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์แนวทางการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัยจากผู้เชี่ยวชาญ 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนาและประเมินคุณภาพรูปแบบการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย 3) ทดลองใช้รูปแบบกับครูชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 โรงเรียนอนุบาลพะเยา 15 คน โดยใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย แบบประเมินหลักสูตรสถานศึกษา แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ และแบบประเมินความสามารถของครู 4) ประเมินผลรูปแบบการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย ได้แก่ ผลการประเมินมาตรฐานการศึกษา และความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ ผลการศึกษาพบว่า 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่าการจัดประสบการณ์ปฐมวัยเน้นการทำงานร่วมกันและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่การมีส่วนร่วมไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง ทำให้การเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติในชั้นเรียนไม่ชัดเจน 2) รูปแบบมี 5 ขั้นตอนคือ ร่วมสร้างสัมพันธ์ ร่วมค้นหาปัญหา ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติการ ร่วมประเมินผล ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบพบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การทดลองใช้รูปแบบพบว่าคุณภาพของหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความรู้ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถของครูมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) การประเมินผลรูปแบบพบว่ามาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัยอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ครูมีความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
อัญญาพิมพ์ ศิริวิชชากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
96
109
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน (บวรชน) ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชน ตำบลหัวนาคำ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3251
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชนต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชนและ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชนต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชนตำบลหัวนาคำ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือตัวแทนที่อาศัยอยู่ในชุมชนตำบลหัวนาคำ จำนวน 450 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ด้วยโปรแกรม AMOS และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชนต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้านมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการมีส่วนร่วมของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชนต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชนตำบลหัวนาคำ</p> <p>มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p>
ทนงศักดิ์ ปัดสินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-13
2026-04-13
4 1
110
124