https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/issue/feed วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา 2026-08-24T10:41:36+07:00 ดร.ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์ journal.iaem@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> "วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา" เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการด้านนวัตกรรมการบริหารการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารธุรกิจ นวัตกรรมการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารได้กำหนดความซ้ำซ้อนของผลงาน ด้วยโปรแกรม <strong>CopyCatch </strong>ในระบบเว็บไซต์ของ <strong>ThaiJO</strong> ไม่เกิน 25%</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong><strong>ตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท คือ</strong></p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic article) </li> </ul> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) ผ่านระบบ ThaiJo</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่<br /></strong> กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ฉบับคือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม-เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 ช่วงเดือน กันยายน-ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> วารสารมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ อัตรา 2,000 บาท ต่อ 1 บทความ โดยจะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเรียบร้อยแล้ว</span></p> https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/2750 พฤติกรรมและความต้องการด้านกิจกรรมของนักท่องเที่ยว ที่มาเยือนถนนคนเดิน “สงขลาแต่แรก” จังหวัดสงขลา 2025-10-07T13:56:07+07:00 สินเพชร เพชรจันทร์ 661101055@tsu.ac.th นุชชาด้า หลำเก็ม Saree.b@tsu.ac.th นูรฟาตีมะห์ สะรี Saree.b@tsu.ac.th อภิชัย ขาวเหลือง Saree.b@tsu.ac.th เสรี บุญรัตน์ Saree.b@tsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยว ถนนคนเดินสงขลาแต่แรก จังหวัดสงขลา 2) เพื่อประเมินระดับความต้องการด้านกิจกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยว ถนนคนเดินสงขลาแต่แรก จังหวัดสงขลา และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากิจกรรมให้ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยว ถนนคนเดินสงขลาแต่แรก จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเยือนถนนคนเดินสงขลาแต่แรก จังหวัดสงขลา จำนวน 301 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมายังถนนคนเดินสงขลาแต่แรก ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 21–30 ปี ประกอบอาชีพนักเรียนหรือนักศึกษา และมีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่ม เดินทางร่วมกับเพื่อน <br />และได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิด การประเมินความต้องการตามองค์ประกอบการท่องเที่ยว 6A พบว่า ด้านการให้บริการได้รับความพึงพอใจสูงสุด รองลงมาคือสิ่งดึงดูดและที่พัก ขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมยังมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะด้านห้องน้ำและสถานที่จัดกิจกรรม ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมที่สามารถมีส่วนร่วมได้ เช่น <br />ดนตรีสด การแสดงศิลปวัฒนธรรม เกมพื้นบ้าน และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวและเพิ่มโอกาสในการกลับมาเยือนอีกครั้งในอนาคต </p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3477 การพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยการจัดการเรียนรู้ แบบดีอาร์-ทีเอ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2026-04-12T12:03:23+07:00 จิรัชญา ชาวเรือ jiratchaya.chawrua2222@gmail.com สุภาวรรณ ฤๅกำลัง jiratchaya.chawrua2222@gmail.com พักตร์พริ้ง พลหาญ jiratchaya.chawrua2222@gmail.com <p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์-ทีเอ เรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์-ทีเอเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาคอกควาย จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียนจำนวน 14 คน กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยมี 4 ชนิด ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์-ทีเอ จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ จำนวน 40 ข้อ 3) แบบทดสอบหลังเรียนเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ จำนวน 40 ข้อ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์-ทีเอ จำนวน 1 ชุด</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยการจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์-ทีเอ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.18/84.97 2) ความสามารถด้านความรู้เรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบดีอาร์- ทีเอ อยู่ในระดับมาก</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3489 ความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 2026-04-12T12:08:28+07:00 ฐิติพร แสงพลอย thitiporn.sa@psru.ac.th ศิลปชัย ฝั้นพะยอม sillapachai.f@psru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองกับความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1–4 จำนวน 165 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามชั้นปี และสุ่มอย่างง่ายในแต่ละชั้นปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง และแบบประเมินความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.05, SD = 0.20) และรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง ได้แก่ ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (r = .43, p &lt; .001) และระดับชั้นปี (r = .17, p = .031) ในขณะที่อายุ เพศ เกรดเฉลี่ยสะสมล่าสุด และเกรดเฉลี่ยสะสมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเสริมสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง และการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับระดับชั้นปี จะช่วยพัฒนาความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองของนักศึกษาพยาบาล ส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3495 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ทางการเรียน ในรายวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานควบคุมไฟฟ้า สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 2026-04-13T09:16:03+07:00 ประภาส พุ่มพวง ph.prabhas@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักการ ทฤษฎี สภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนารูปแบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ทางการเรียน 2) พัฒนารูปแบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ทางการเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ทางการเรียน 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี โดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน <br />6 กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอน จำนวน 6 ชุด 2) แบบสอบถาม 3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักการและทฤษฎีได้นำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างรูปแบบ ผลของสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลางและความต้องการอยู่ในระดับมาก 2) ผลพัฒนารูปแบบคุณภาพอยู่ในระดับมาก มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) ผลการทดลองใช้คะแนนหลังเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 4) ผลการใช้รูปแบบผลลัพธ์การเรียนอยู่่ในเกณฑ์ดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 90.43 ความพึงพอใจของนักศึกษาอยู่่ในระดับมาก <br />ผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงอยู่ในระดับมากและคุณลักษณะการเรียนรู้แบบเชิงรุกอยู่ในระดับมาก</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3525 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษากลุ่มที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 2026-04-21T10:58:06+07:00 ปภัสชนก น้อยลา papatchanok2901@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ<br />การเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการ และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อ<br />การบริหารงานวิชาการ ของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษากลุ่มที่ 1 <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู รวมทั้งสิ้น 169 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า<br />ความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.984 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br />แบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กันทางบวกกับการบริหารงานวิชาการในระดับ<br />ปานกลางถึงสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา <br />ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของการบริหารงานวิชาการได้ร้อยละ 63.60 <br />อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3540 การจัดการเรียนรู้ที่เพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยชุมชนน่าน 2026-05-08T18:42:26+07:00 ผุสดี สายวงศ์ nudeekha@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผนสำหรับนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยชุมชนน่าน และ 2)ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยชุมชนน่านที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในรายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผน เป็นการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แผนจัดการเรียนรู้และเอกสารประกอบการสอน แบบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจกับนักศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยชุมชนน่าน ระหว่างปีการศึกษา 2567-2568 จำนวน 28 คน ที่ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนเรียน-หลังเรียนโดยการทดสอบ (t-test)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยชุมชนน่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้รายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.45, S.D.= 0.66) ทั้งนี้ ผู้สอนควรพัฒนาเอกสารประกอบการสอนในรูปแบบ e-learning เพื่อให้นักศึกษาเข้าเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงบูรณาการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของนักศึกษาจะทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาอยู่ในระดับที่สูงขึ้น</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3544 แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร 2026-05-22T07:53:35+07:00 เบญญาภา กาญจนันท์ b.kanchanan@gmail.com จิติมา วรรณศรี benyapaka67@nu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถาน ศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ปีการศึกษา 2568 จำนวน 87 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1.ผลการศึกษาภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร พบว่า ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างบรรยากาศเชิงบวก อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการทำงานเป็นทีม อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มี ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร พบว่า 1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรจัดการประชุม วิเคราะห์แนวโน้มและชี้แจงแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน 2) ผู้บริหารควรมีความตื่นตัวในการติดตามข่าวสารและทิศทางการพัฒนา สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงและวางแผนกลยุทธ์ 3) ผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษาสภาพแวดล้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของบุคลากร ผู้เรียน ทรัพยากร และชุมชน เพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> ผลการวิจัยนี้อาจใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาสมรรถนะความเป็นผู้นำที่คล่องตัวในหมู่ผู้บริหารโรงเรียนในบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3563 ผลการใช้ชุดนิทานลำดับเหตุการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานที่มีต่อการทำงานตามลำดับขั้นตอนของเด็กอนุบาล 3 2026-05-21T06:52:45+07:00 ชีฟาอ์ โตะลู tawatchai.sr@psu.ac.th ฟิรดอน เจะแว tawatchai.sr@psu.ac.th อูมุนไอมัน ดาเละ tawatchai.sr@psu.ac.th นูรซานีญ่า บินมะราเฮง tawatchai.sr@psu.ac.th นูรฟารุส โดแนละเซะ tawatchai.sr@psu.ac.th ฮุสณี เปาะวี tawatchai.sr@psu.ac.th ธวัชชัย ศรีเทพ tawatchai.sr@psu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดนิทานลำดับเหตุการณ์ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการทำงานตามลำดับขั้นตอนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดนิทาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดนิทานที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านสะบารัง จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดนิทานลำดับเหตุการณ์จำนวน 5 เล่ม แบบวัดความสามารถในการทำงานตามลำดับขั้นตอน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดนิทานลำดับเหตุการณ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.33/96.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ความสามารถในการทำงานตามลำดับขั้นตอนของนักเรียนหลังการทดลอง (M = 11.68, S.D. = 1.89) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 8.82, S.D. = 1.49) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 1.76 ซึ่งอยู่ในระดับใหญ่ และมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 47.37 อยู่ในระดับกลาง นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดนิทานลำดับเหตุการณ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=3.00,S.D.=0.00) ข้อค้นพบสำคัญเชิงวิชาการชี้ให้เห็นว่า นิทานลำดับเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวันเมื่อบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้จากการรับรู้เนื้อหาไปสู่การฝึกคิดเชิงระบบ ช่วยให้เด็กปฐมวัยเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและบริบทก่อน-หลัง ส่งผลต่อการยกระดับความสามารถในการทำงานตามลำดับขั้นตอนและการพัฒนาทักษะสมอง EF อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3644 การพัฒนาครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2026-06-02T07:14:46+07:00 ศุภศักดิ์ อ่อนสันต์ suppasak_best@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิด<br />การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) พัฒนาเครื่องมือการนิเทศครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดดังกล่าว และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวจาก 14 โรงเรียน โดยใช้สหวิทยาเขตเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือการนิเทศ ได้แก่ แผนการนิเทศครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE และแนวทางการออกแบบกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนว และแบบสอบถามความพึงพอใจของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความสอดคล้อง และปรับปรุงเครื่องมือตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวมีความสามารถในการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด 2) เครื่องมือการนิเทศครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE มีความสอดคล้องเหมาะสม และ 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูผู้สอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิด<br />การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3615 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองธุรกิจในชั้นเรียนต่อการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานการบัญชีของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 2026-05-19T07:02:25+07:00 จงรักษ์ เทียนขำ mink9045@uttvc.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบสมรรถนะการปฏิบัติงานการบัญชีของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงก่อนและหลังใช้สถานการณ์จำลองธุรกิจในชั้นเรียน<br /> (2) เปรียบเทียบความสามารถในการจัดทำงบการเงินรวมของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงก่อนและหลังใช้สถานการณ์จำลองธุรกิจในชั้นเรียน และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองธุรกิจ ซึ่งมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />(2) แบบทดสอบวัดความรู้ก่อนและหลังเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 (3) แบบประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานการบัญชีแบบรูบริก 5 ระดับ และ<br />(4) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 โดยเครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน<br />3 ท่าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) นักศึกษามีสมรรถนะการปฏิบัติงานการบัญชีหลังเรียนสูงขึ้นและอยู่ในระดับมาก (2) นักศึกษามีความสามารถในการจัดทำงบการเงินรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3609 การเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี 2026-05-10T07:41:42+07:00 จิณณวัตร ทองโสภา Pathompong.k@rmutsb.ac.th ปฐมพงค์ กุกแก้ว Pathompong.k@rmutsb.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (Welch’s ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Games-Howell</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านขั้นตอนการให้บริการ และด้านช่องทางการให้บริการ ตามลำดับ (2) ผู้รับบริการที่มีอายุและระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (3) ผลการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Games-Howell พบว่า อายุไม่มีกลุ่มคู่ใดแตกต่างกัน ขณะที่ระดับการศึกษาพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอนุปริญญา/ปวส. กับกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ส่วนเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่พบความแตกต่าง ซึ่งจากผลการวิจัย หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการออกแบบและปรับปรุงรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนแต่ละกลุ่ม รวมทั้งพัฒนาช่องทางการให้บริการให้มีความหลากหลายและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะและเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระยะยาว</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3491 ความต้องการจำเป็นและแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 2026-04-12T12:12:08+07:00 ปรีชญา พิณศรี preechayap67@nu.ac.th จิติมา วรรณศรี jitimaw@nu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา การวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และครู 277 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการสร้างขวัญกำลังใจ</li> <li>แนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมของสถานศึกษา พบว่า 1) ควรปรับโครงสร้างการบริหารแบบแนวราบให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว 2) ประยุกต์ใช้ระบบ OKRs และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อน 3) ผู้บริหารควรเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางความคิด และ 4) ส่งเสริมครูให้กล้าคิดและยอมรับความเสี่ยง</li> </ol> <p> ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปรับการบริหารให้ยืดหยุ่น โดยเน้นสร้างขวัญกำลังใจ ควบคู่กับการใช้ OKRs และเทคโนโลยีลดภาระงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ครูกล้าคิด ทดลอง และยอมรับความหลากหลายทางความคิด นำไปสู่วัฒนธรรมนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3300 กระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารความเสี่ยง: จากการควบคุมด้วยกฎระเบียบสู่ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยใจ 2026-02-28T08:37:03+07:00 ฐณัฏฐ์ อัฑฒ์ทิวัตถ์ธนา aump.thanat@gmail.com <p>ท่ามกลางสภาวการณ์โลกที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (VUCA World) การบริหารความเสี่ยงในสถาบันอุดมศึกษาที่พึ่งพาเพียงกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือเกณฑ์มาตรฐานภายนอก (Hard Controls) เริ่มไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรมมนุษย์และการตัดสินใจภายใต้สภาวะวิกฤต บทความวิชาการเชิงแนวคิดนี้นำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารความเสี่ยง โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากการควบคุมสั่งการ ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Immunity) ของบุคลากรในองค์กร บทความนี้วิเคราะห์ถึงข้อจำกัดของการบริหารจัดการแบบเดิมที่เน้นการจับผิดและการลงโทษ ซึ่งมักก่อให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความหวาดกลัว (Fear Culture) และการปกปิดข้อมูล โดยเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาองค์กรและจริยธรรมสากลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยง (Risk Awareness) ที่ปลูกฝังให้เป็นสัญชาตญาณ 2) ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ (Professional Integrity) หรือการกำกับดูแลตนเอง (Self-Regulation) และ<br /> 3) ความยืดหยุ่นทางใจ (Resilience) ที่พร้อมรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤต นอกจากนี้ บทความนี้ <br />ยังเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้นำในการสร้าง ความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) เพื่อเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่บุคลากรกล้าเปิดเผยข้อผิดพลาดและร่วมกันหาทางออกโดยปราศจากการตำหนิ อันจะนำไปสู่การยกระดับวัฒนธรรมความเสี่ยง (Risk Culture) ที่เข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งมีศักยภาพจะเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง มากกว่าการมุ่งเน้นปฏิบัติตามเกณฑ์เอกสารเพียงอย่างเดียว<u> </u></p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3513 การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์โดยใช้ SMART Goals จะช่วยเสริมพลังการพัฒนาครูได้อย่างไร? 2026-04-18T07:53:39+07:00 ณัฐนันท์ เจียรประดิษฐ xiaoyun.liyun@gmail.com ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย xiaoyun.liyun@gmail.com <p><strong> </strong>การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์เป็นแนวทางการนิเทศที่มุ่งเน้นการเสริมศักยภาพ การสร้างแรงบันดาลใจ และการพัฒนาวิชาชีพของครูผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้นิเทศและผู้บริหารโรงเรียนทำหน้าที่เป็น “โค้ชทางการเรียนรู้” มากกว่าผู้ควบคุมหรือผู้ประเมิน การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด SMART Goals (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) ในกระบวนการนิเทศช่วยให้ครูกำหนดเป้าหมายได้อย่างชัดเจน วัดผลได้ และเกิดแรงจูงใจภายในจากการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ (2) วิเคราะห์บทบาทของ SMART Goals ในการเสริมพลังการพัฒนาครูในการนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ และ (3) เสนอกรอบแนวคิด “Creative Supervision with SMART Goals Model” เพื่อเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาครูยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือ ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายวิชาชีพของตนเองการนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์โดยใช้ SMART Goals มิใช่เพียงกระบวนการติดตามงานหรือประเมินผล แต่เป็น “พื้นที่แห่งการเติบโต” ที่เปิดโอกาสให้ครูค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านการสะท้อนคิด การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ การนิเทศในลักษณะนี้ช่วยสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และความเป็นเจ้าของในกระบวนการพัฒนา</p> <p>สรุปได้ว่า การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์โดยใช้ SMART Goals เป็นแนวทางการพัฒนาครูที่ผสมผสาน “หัวใจของการเรียนรู้” เข้ากับ “กรอบเป้าหมายที่ชัดเจน” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนทั้งในด้านจิตใจและวิชาชีพของครู ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/3502 กรอบพลวัตบูรณาการทฤษฎีการบัญชีเพื่อเพิ่มศักยภาพการอธิบายและการพยากรณ์ในยุคดิจิทัลและความยั่งยืน 2026-04-18T07:57:11+07:00 อัครวิชช์ รอบคอบ aukkarawit.r@msu.ac.th เกสินี หมื่นไธสง aukkarawit.r@msu.ac.th พัฒนพงศ์ กุมสิน aukkarawit.r@msu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และบูรณาการองค์ความรู้ด้านทฤษฎีการบัญชีอย่างเป็นระบบ และพัฒนากรอบแนวคิดที่เพิ่มศักยภาพในการอธิบายและพยากรณ์ปรากฏการณ์ทางการบัญชีในบริบทของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและความยั่งยืน การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review: SLR) วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสังเคราะห์เชิงอุปนัย (Inductive Synthesis) โดยจำแนกทฤษฎีการบัญชีออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ ทฤษฎีกระแสหลัก (Mainstream Accounting Theory) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์องค์กร (Organizational Economics Theory) และทฤษฎีสังคม-สถาบัน (Socio-Institutional Theory) ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีการบัญชีแต่ละกลุ่มมีจุดแข็งและข้อจำกัดเฉพาะตัว และมิได้ดำรงอยู่อย่างแยกส่วน หากแต่มีความสัมพันธ์เชิงพลวัตและเสริมพลังซึ่งกันและกันในการอธิบายมาตรฐานการบัญชี พฤติกรรมของผู้บริหาร การเปิดเผยข้อมูล กลไกกำกับดูแล และการตอบสนองต่อแรงกดดันเชิงสถาบัน บทความจึงเสนอ กรอบพลวัตบูรณาการทฤษฎีการบัญชี (Integrated Dynamic Framework of Accounting Theories: IDFAT) เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงบทบาทของทฤษฎีในสามมิติ ได้แก่ (1) การกำหนดบรรทัดฐานทางบัญชี (2) การอธิบายและพยากรณ์พฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และ (3) การปรับตัวต่อบริบทดิจิทัล ความยั่งยืน และแรงกดดันเชิงสถาบัน กรอบ IDFAT มิได้แทนที่ทฤษฎีเดิม แต่ยกระดับการวิเคราะห์จากแบบแยกส่วนไปสู่การอธิบายปรากฏการณ์ทางการบัญชีเชิงระบบและเชิงพลวัต โดยเฉพาะประเด็นปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน ระบบสารสนเทศทางการบัญชีแบบเรียลไทม์ การรายงานความยั่งยืน และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวิจัย การปฏิบัติทางวิชาชีพบัญชี และการกำหนดนโยบายในยุคดิจิทัลและความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา