วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย (Online) https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT <p>วารสารวิจัยวิจัยออนไลน์“วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย” (Journal of The Guidance Psychology Association of Thailand) เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยในลักษณะนิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) นิพนธ์ปริทัศน์ (Review Article) และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</p> <p> </p> <p>ISSN: 3057-1251 (Online)</p> สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย th-TH วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย (Online) 3057-1251 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ <a href="https://www.gpat-th.org/" target="_blank" rel="noopener">สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย</a></p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย และบุคลากรท่านอื่น ๆ ใน สมาคมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ผลของการใช้แรงเสริมทางบวกด้วยการ์ดสะสมคะแนน ที่ส่งผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจักราชวิทยา อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1733 <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> (1) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ศึกษาผลของการใช้แรงเสริมทางบวกด้วยการ์ดสะสมคะแนน</span> <span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ต่อการเพิ่มพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียน และ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">(2) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ศึกษาผลของการใช้แรงเสริมทางบวกที่มีต่อความคงทนของการเพิ่มพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">5</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> โรงเรียนจักราชวิทยา ภาคเรียนที่ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> ปีการศึกษา </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">2567</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> จำนวน </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">11</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">3 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">purposive sampling) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย เครื่องมือในการทดลอง คือ แผนการปรับพฤติกรรมการตรงต่อเวลาของนักเรียน โดยใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวกด้วยการ์ดสะสมคะแนน และเครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกการเข้าเรียนประจำวัน และแบบบันทึกอัตราได้รับการ์ดสะสมคะแนน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Mean) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">และค่าร้อยละ (</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Percentage)</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> ผลการวิจัยพบว่า </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">(1) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การแรงเสริมทางบวกด้วยการ์ดสะสมคะแนน มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง และ</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> (2) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">มีความคงทนในการเพิ่มพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">5</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> จำนวน </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">11</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">3 คน ก่อนการทดลองมีพฤติกรรมตรงต่อเวลา จำนวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 54.87 หลังการทดลองด้วยการเสริมแรงทางบวกด้วยการ์ดสะสมคะแนน มีพฤติกรรมตรงต่อเวลาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 103 คน คิดเป็นร้อยละ 91.15 และระยะติดตามผลนักเรียนมีพฤติกรรมตรงต่อเวลาเพิ่มขึ้นคือจำนวน 107 คน คิดเป็นร้อยละ 94.69</span></p> ฐิติกาญจน์ บุญรักษา อินทาปัจ พรทิพย์ อึ้งเวชยันต์ อึ้งเวชยันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 28 42 ความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองและแรงจูงใจในตนเอง กับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของพยาบาลวิชาชีพ ในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1922 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเมตตากรุณาต่อตนเอง แรงจูงใจในตนเองกับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของพยาบาลวิชาชีพในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเอง แรงจูงใจในตนเอง กับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของพยาบาลวิชาชีพในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือพยาบาลวิชาชีพในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 325 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามความเมตตากรุณาต่อตนเอง แบบสอบถามแรงจูงใจในตนเองและแบบสอบถามความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์&nbsp; ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า 1) พยาบาลวิชาชีพในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวมของความเมตตากรุณาต่อตนเองอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.00, SD = 0.44) แรงจูงใจในตนเองอยู่ในระดับมาก (= 4.08, SD = 0.43) ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคอยู่ในระดับมาก (= 3.92, SD = 0.45) และ2) ความเมตตากรุณาต่อตนเองและแรงจูงใจในตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของพยาบาลวิชาชีพในระบบราชการไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างมีนัยสำคัญ<br>ทางสถิติที่ระดับ .01</p> ปัทมา บุนนาค พีสสลัลฌ์ ธำรงศ์วรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 43 58 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1990 <p> การศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษา 1) ระดับความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง ความฉลาดทางอารมณ์ และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 2) ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงกับความฉลาดทางอารมณ์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงกับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ศึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 250 คน โดยเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบวัดความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ และแบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีระดับความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงค่อนข้างสูง (x̄ = 2.61, SD = 0.76) มีระดับความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมค่อนข้างสูง (x̄ = 2.75, SD = 0.30) และมีระดับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นโดยรวมค่อนข้างสูง (x̄ = 3.68, SD = 0.74) 2) ความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความฉลาดทางอารมณ์ (r = .174) 3) ความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (r = .315) 4) ความฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (r = .539)</p> วันวิสาข์ เอกจริยกร ผกาวรรณ นันทะเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 59 71 ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและการรับรู้ความสามารถของตนเองกับความเมตตากรุณาต่อตนเองของพยาบาลวิชาชีพ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/2822 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับการสนับสนุนทางสังคม การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความเมตตากรุณาต่อตนเอง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองกับความเมตตากรุณาต่อตนเองของพยาบาลวิชาชีพ จังหวัดเพชรบูรณ์กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 319 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความเมตตากรุณาต่อตนเอง ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง โดยมีค่าความเชื่อมั่น .887, .859 และ .725 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.67–1.0 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การสนับสนุนทางสังคมของพยาบาลวิชาชีพ (𝑥̅ = 3.74, S.D. = 0.474) การรับรู้ความสามารถของตนเองของพยาบาลวิชาชีพ (𝑥̅ = 3.88, S.D. = 0.487) และความเมตตากรุณาต่อตนเองของพยาบาลวิชาชีพ (𝑥̅ = 3.90, S.D. = 0.437) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การสนับสนุนทางสังคมของพยาบาลวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .467) และ 3) การรับรู้ความสามารถของตนเองของพยาบาลวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .725) จากผลการวิจัยจึงควรให้การสนับสนุนเกี่ยวกับข้อมูลทรัพยากรตลอดจนกำลังใจ และจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของพยาบาลในองค์กร</p> อธิฏฐ์ รุ่งเรืองฤทธิ์ พีสสลัลฌ์ ธำรงศ์วรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 72 87 บทบาทของครูแนะแนวในการส่งเสริมความสามารถในการรับมือกับภาวะวิตกกังวลของวัยรุ่น https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/2089 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) บทบาทของครูแนะแนวต่อการรับมือกับภาวะวิตกกังวลของวัยรุ่น และ 2) เสนอแนะแนวทางในการรับมือกับภาวะวิตกกังวลของวัยรุ่น จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะวิตกกังวลแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ปัจจัยทางชีวภาพ 2) ปัจจัยทางจิตใจ และ 3) ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ส่งผลให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคม มีอารมณ์แปรปรวนหรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมต่าง ๆ ครูแนะแนวจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตของวัยรุ่นประกอบด้วย 5 บทบาท ได้แก่ 1) การให้คำปรึกษาและแนะแนว 2) การคัดกรองและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต 3) การพัฒนาโปรแกรมและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต 4) การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสุขภาพจิตในโรงเรียน และ 5) การทำงานร่วมกับผู้ปกครองและบุคลากรอื่น เพื่อดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนอย่างรอบด้านผ่านการใช้แนวทางการรับมือกับภาวะวิตกกังวล 7 แนวทาง ได้แก่ 1) การฝึกเจริญสติ 2) การทำสมาธิ 3) การทำโยคะ 4) โปรแกรมการบริหารความเครียด 5) การบริหารอารมณ์ 6) เทคนิคการให้อิสระทางอารมณ์ และ 7) การเต้น โดยการประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าวในกระบวนการเรียนการสอนแนะแนวและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสนับสนุนทางอารมณ์ให้นักเรียน พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง ส่งผลให้นักเรียนสามารถรับมือกับภาวะวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลการวิจัยไปขยายผลสู่การปฏิบัติต่อไป</p> เพชรลดา ม่วงสิมมา พณัฐ เชื้อประเสริฐศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 1 19 จิตเวชศาสตร์เชิงพุทธ: กรณีศึกษาการบำบัดอาการทางจิตจากพระไตรปิฎก https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/2537 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจิศึกษาวิเคราะห์ตเวชศาสตร์เชิงพุทธ: กรณีศึกษาการบำบัดอาการทางจิตจากพระไตรปิฎก โดยสำรวจแนวคิดและวิธีการที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เพื่อนำเสนอภูมิปัญญาโบราณที่อาจจะสามารถนำมาเติมเต็มข้อจำกัดของการบำบัดทางจิตเวชในยุคปัจจุบัน แม้ในสมัยพุทธกาลจะยังไม่มีศัพท์ทางการแพทย์แบบปัจจุบัน แต่หลักฐานก็ชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงตระหนักถึงปัญหาทางใจของมนุษย์ เช่น อาการฟุ้งซ่าน ความเศร้าโศก และความหลงผิด</p> <p>การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเปรียบเสมือน “จิตแพทย์” ที่ใช้การบำบัดแบบ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;“ปุคคลบัญญัติ” หรือการแสดงธรรมตามอุปนิสัยของแต่ละบุคคล ทรงให้ความสำคัญกับการสร้าง ความสัมพันธ์และความไว้วางใจ กับผู้มีปัญหาทางใจ ดังเช่นกรณีของ พระจูฬปันถก และ พระนางปฏาจาราเถรี นอกจากนี้ บทความยังวิเคราะห์ “อุปมานิทัศน์” ในฐานะเครื่องมือบำบัดที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองจากเรื่องนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิด “โยนิโสมนสิการ” คือการคิดอย่างแยบคาย เพื่อให้สามารถคลี่คลายปัญหาด้วยปัญญาของตนเอง</p> <p>สุดท้ายแนวคิดเรื่อง “กรรม” ถูกนำเสนอในฐานะ กลไกควบคุมความคิด โดยเน้นว่ากรรมที่แท้จริงคือ "เจตนา" ที่เกิดขึ้นในใจ การตระหนักรู้ในข้อนี้ทำให้มนุษย์มีอำนาจที่จะเลือกสร้างความคิดเชิงบวก (สังกัปปะ) แทนที่จะปล่อยให้ถูกขับเคลื่อนด้วยตัณหา “ความต้องการของความโง่” การบำบัดเชิงพุทธจึงไม่ได้เน้นการใช้ยา แต่เป็นการฝึกฝนเพื่อพัฒนาจิตใจโดยตรง เพื่อให้เกิด “ปัญญา” หรือ “สัมมาทิฏฐิ” ที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างยั่งยืน</p> พระธีรพล ณฏฺฐิโก (บัวทอง) พระครูศรีปัญญาวิกรม พัชริน จินดาปทีป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 3 1 20 27