วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย (Online) https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT <p>วารสารวิจัยวิจัยออนไลน์“วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย” (Journal of The Guidance Psychology Association of Thailand) เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยในลักษณะนิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) นิพนธ์ปริทัศน์ (Review Article) และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</p> <p> </p> <p>ISSN: 3057-1251 (Online)</p> สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย th-TH วารสารสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย (Online) 3057-1251 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ <a href="https://www.gpat-th.org/" target="_blank" rel="noopener">สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย</a></p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย และบุคลากรท่านอื่น ๆ ใน สมาคมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1809 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษา 2) สร้างกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษา และ 3) ศึกษาผลของกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษา กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยา แขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 6 คน ที่ทำแบบสอบถามความสอดคล้องกลมกลืน และใช้วิธีการเลือกกลุ่มทดลองแบบเจาะจง (Purposive Selection) จากเกณฑ์คัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ กิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษา และแบบสอบถามความสอดคล้องกลมกลืน สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Congruence : IOC) ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้ Dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกลมกลืนอยู่ในระดับค่อนข้างมาก คิดเป็นร้อยละ 48 รองลงมา คือ มีความสอดคล้องกลมกลืนอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 32 2) กิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความสอดคล้องกลมกลืนของนักศึกษาที่พัฒนาขึ้นใช้ระยะเวลาจำนวน 6 ครั้ง แบ่งเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกัน โดยจะใช้เวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มจำนวน 3 สัปดาห์ ใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 60-90 นาทีต่อ 1 ครั้ง ขนาดของกลุ่ม 6 คน และ 3) กลุ่มทดลองมีคะแนนความสอดคล้องกลมกลืนแตกต่างจากก่อนการเข้าการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> พิมพ์ประไพ เลิศวิทยสกุล จุฑารัตน์ เปลวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 1 15 ผลของกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1661 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 3) เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน กับระยะติดตามผล กลุ่มตัวอย่าง คือ กเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 80 คน จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบประเมินการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ที่มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ เท่ากับ .90 และ 2) กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> ทักษิณ สารคาม ฐิติกาญจน์ บุญรักษา อินทาปัจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 16 28 ความสัมพันธ์ด้านแรงจูงใจในการทำงานและภาวะหมดไฟกับประสิทธิภาพ การทำงานของพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานคร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1840 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของแรงจูงใจในการทำงาน ภาวะหมดไฟ และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานโรงแรม ในเขตกรุงเทพมหานคร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงาน กับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานของโรงแรม ในเขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟ กับประสิทธิภาพในการทำงาน ของพนักงานโรงแรม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นพนักงานโรงแรมในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenience Sampling) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่การวิเคราะห์ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation) ผลการศึกษา พบว่า ระดับแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานโรงแรมในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับมาก ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับปานกลาง และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานโรงแรมในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับมาก ส่วนผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานโรงแรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานโรงแรม (r = .445) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และภาวะหมดไฟมีความสัมพันธ์เชิงลบกับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานโรงแรม (r = -.854) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> ฉันทัช รุ่งเรืองมา ภูริเดช พาหุยุทธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 29 44 ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมตนเอง ทักษะการเข้าสังคมกับพฤติกรรมความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1872 <p class="" data-start="579" data-end="1102">การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการควบคุมตนเอง ทักษะการเข้าสังคม และพฤติกรรมการกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมตนเอง ทักษะการเข้าสังคมกับพฤติกรรมความกล้าแสดงออกที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 230 คน ที่ได้รับการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 3 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการทดสอบสมมติฐานที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p class="" data-start="1104" data-end="1447">ผลการศึกษา พบว่า 1) นักเรียนมีระดับความสามารถในการควบคุมตนเอง ทักษะการเข้าสังคม และพฤติกรรมความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมในระดับค่อนข้างสูง 2) ความสามารถในการควบคุมตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ทักษะการเข้าสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p class="" data-start="1449" data-end="1548">&nbsp;</p> ทัศนีย์ ยาโน พีสสลัลฌ์ ธำรงศ์วรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 45 62 ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจกับสุขภาวะทางจิต ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/2109 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความยืดหยุ่นทางจิตใจและระดับสุขภาวะทางจิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจกับสุขภาวะทางจิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาจิตวิทยา จำนวน 150 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดความยืดหยุ่นทางจิตใจ และแบบวัดสุขภาวะทางจิต ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = .66–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ .86 และ .90 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความยืดหยุ่นทางจิตใจโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (𝑥̄ = 2.87, SD = .42) 2) สุขภาวะทางจิตโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (𝑥̄ = 4.84, SD = .85) และ 3) ความยืดหยุ่นทางจิตใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .83) โดยเฉพาะในมิติการยอมรับตนเอง การควบคุมสิ่งแวดล้อม และการมีเป้าหมายในชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบำบัดด้วยกระบวนการยอมรับและพันธสัญญา (Acceptance and Commitment Therapy: ACT) ของ Hayes et al. (2012) ที่เน้นการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจผ่านการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าภายใน และแนวคิดสุขภาวะทางจิตของ Ryff (1989) ที่เน้นการเติบโตส่วนบุคคลและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมทักษะด้านจิตวิทยาในนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p> <p>&nbsp;</p> พบธรรม พรหมรักษา กรรณิการ์ แสนสุภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 63 80 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานต่อพฤติกรรมการตั้งใจเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/GPAT/article/view/1718 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการตั้งใจเรียนก่อนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโครงงานเป็นฐาน และ (2) ประเมินพัฒนาการพฤติกรรมการตั้งใจเรียนภายหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบโครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบุญวัฒนา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน 2) แบบประเมินพฤติกรรมการตั้งใจเรียน มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ เท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ละสถิติการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบครงงานเป็นฐานมีพฤติกรรมการตั้งใจเรียนโดยรวม และรายด้าน ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตนในเวลาเรียน และ ด้านการปฏิบัติตนนอกเวลาเรียน สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (2) ผลการประเมินพัฒนาการพฤติกรรมการตั้งใจเรียนของนักเรียนภายหลังการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบโครงงานเป็นฐานด้วยคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานช่วยพัฒนาพฤติกรรมการตั้งใจเรียนของนักเรียนได้</p> สุดารัตน์ หน่วงกระโทก ฐิติกาญจน์ บุญรักษา อินทาปัจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 2 2 81 96