วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal
<p><strong>วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 </strong></p> <p><strong> ISSN 3088-1609 (<span style="font-size: 0.875rem;">Online) | ISSN 3088-1730 (Print)</span></strong></p> <p><strong>ระยะเวลาการเผยแพร่ </strong><strong>:</strong> วารสารราย 6 เดือน เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>นโยบายการจัดทำวารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ </strong><strong>2</strong></p> <p>วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงรองรับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning) โดยให้ความสำคัญกับการเฟ้นหาและให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาทักษะและศักยภาพที่เหมาะสม นอกจากนี้ วารสารยังมุ่งเน้นการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>
สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 (Institute of Vocational Education Southern Region 2 Journal)
th-TH
วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2
3088-1730
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
การสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3920
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="784" data-end="1660">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 วิชามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ รหัสวิชา 20104-2008 โดยใช้ชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาไฟฟ้ากำลัง ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคตรัง จำนวน 20 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบคู่ขนานกัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ความยากง่าย (P) และอำนาจจำแนก (D)</p> <p data-start="1662" data-end="2071">ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ มีประสิทธิภาพ 85.60/82.00 ผลการทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ พบว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนเท่ากับ 0.71 หรือคิดเป็นร้อยละ 71.00 และความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการต่อขดลวดสปลิตเฟสมอเตอร์ พบว่าผู้เรียนมีค่าคะแนนความพึงพอใจในระดับ 4.64 มากที่สุด</p>
สุดารัตน์ แสนสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
008
017
-
หุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาด
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3921
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1159" data-end="1841">งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาด เพื่อหาประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง จำนวน 5 คน โดยเลือกสุ่มแบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาความพึงพอใจเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 30 คน โดยเลือกสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบประเมินประสิทธิภาพและแบบประเมินความพึงพอใจ ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน ถึง เดือนธันวาคม 2565 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p data-start="1843" data-end="2428">ผลการวิจัยการพัฒนาหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาดใช้โปรแกรม Thonny ในการเขียนโค้ดคำสั่งต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ควบคุมหุ่นยนต์ได้ ได้แก่ การสื่อสาร, การรับส่งภาพ, การเคลื่อนไหว, การวัดอุณภูมิ, การเปิด-ปิด ลิ้นชัก, การพ่นเจล และการประมวลผลข้อมูล ผลการหาประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาดได้ผลการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวมร้อยละ 97อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานหุ่นยนต์ผู้ช่วยแพทย์ในพื้นที่โรคระบาด พบว่า ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อด้านการออกแบบ อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด และด้านการใช้งาน อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุดเช่นกัน</p>
พรรณพัตรสา คุ้มบ้าน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
028
040
-
เครื่องกะเทาะเปลือกและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3922
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="663" data-end="1113">การวิจัยเครื่องกะเทาะและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างเครื่องกะเทาะและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม 2) หาประสิทธิภาพเครื่องกะเทาะเปลือกและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเครื่องกะเทาะและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึกข้อมูลและแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ</p> <p data-start="1115" data-end="1551">ผลการวิจัย พบว่า เครื่องกะเทาะและแยกเปลือกกุ้งแห้งสำหรับวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม ใช้มอเตอร์ขนาด 1 HP เป็นต้นกำลังในการขับชุดกลไกกะเทาะเปลือกกุ้งแห้ง ส่งผ่านกำลังโดยสายพาน มอเตอร์แบบสั่น สำหรับสั่นสะเทือนแยกเปลือกกุ้งออกจากตัวกุ้ง ระบบการทำงานควบคุมโดย Timer สามารถกะเทาะเปลือกได้สูงสุดครั้งละ 10 กิโลกรัม ซึ่งทำงานได้สะดวกและรวดเร็วกว่า การใช้คนคัดแยก และเมื่อสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ในสถานประกอบการพบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ชยางกูร ไชยวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
028
040
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์กุนเชียงทดแทนเนื้อหมูด้วยหัวปลี
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3923
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="827" data-end="1287">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเตรียมหัวปลีเพื่อลดการเกิดสีน้ำตาลและศึกษาปริมาณหัวปลีที่เหมาะสมในการทดแทนเนื้อหมูในผลิตภัณฑ์กุนเชียง รูปแบบการวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงทดลองแบบ completely randomized design (CRD) โดยทดลอง 3 ซ้ำ ทดสอบการยอมรับคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์กุนเชียงที่มีปริมาณหัวปลีผสมโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่ผ่านการฝึกฝน จำนวน 60 คน ด้วยวิธี 9-point hedonic scale (สี, กลิ่นรส, รสชาติ, เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม)</p> <p data-start="1289" data-end="1726">พบว่า การแช่หัวปลีในสารละลายกรดซิตริกความเข้มข้นร้อยละ 1 เป็นเวลา 10 นาที ก่อนการลวก สามารถลดค่าดัชนีการเกิดสีน้ำตาล (browning index) ได้มากที่สุด (p≤0.05) การทดแทนเนื้อหมูด้วยหัวปลี 3 ระดับ คือ ร้อยละโดยน้ำหนัก 30, 40 และ 50 เปรียบเทียบกับสูตรควบคุม จากการทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่า สามารถทดแทนเนื้อหมูด้วยหัวปลีในผลิตภัณฑ์กุนเชียงได้ถึงร้อยละ 40 โดยผลิตภัณฑ์ยังคงได้รับคะแนนการยอมรับจากผู้บริโภคไม่แตกต่างจากกุนเชียงสูตรควบคุม (p>0.05)</p>
รุ่งนภา อดุลนิรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
041
049
-
การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3924
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="545" data-end="1169">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 2) ศึกษาความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี และ 3) ศึกษาสภาพปัญหาส่งผลความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี จำนวน 292 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการนับจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression)</p> <p data-start="1171" data-end="1538">ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ด้านเนื้อหาการสอนอยู่ในระดับปานกลาง ด้านผู้สอนและวิธีการสอนอยู่ในระดับปานกลาง และด้านการส่งงานและการประเมินผลอยู่ในระดับปานกลางและการทดสอบสมมติฐาน พบว่า สภาพปัญหาส่งผลความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ไม่แตกต่างกัน</p>
จิตติกร สงจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
050
061
-
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติและสถานการณ์จำลองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3926
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1079" data-end="1892">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลองในรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยกิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง ในรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง ในรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม และแบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียน การสอนโดยใช้บทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p data-start="1894" data-end="2347">ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลองในรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม ของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาการโรงแรม มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 86.50/88.80 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง สูงกว่าก่อนเรียน 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียน โดยใช้บทบาทสมมติ และสถานการณ์จำลอง อยู่ในระดับมาก</p>
เบญจพล หิรัญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
062
072
-
พฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3927
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1100" data-end="1799">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา 2) ศึกษาคุณลักษณะของครูที่ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา และ 3) ศึกษาสภาพปัญหาในการส่งเสริมพฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ครูระดับประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p data-start="1801" data-end="2450">ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) คุณลักษณะของครูที่ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) สภาพปัญหาพฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอยู่ในระดับมาก จากการศึกษาพฤติกรรมการสอนของครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะแนวทางในการนำมาปรับใช้ในการพัฒนาพฤติกรรมการสอน เพื่อให้ครูมีศักยภาพของความเป็นผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูอันจะยังผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีความทันสมัยเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคศตวรรษที่ 21</p>
ปวีณ์นุช ถึงเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
073
084
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3928
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1105" data-end="1681">การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ในเขตพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และ 2) เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาวของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตพื้นที่อำเภอถลาง ภูเก็ต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ในเขตอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p data-start="1683" data-end="2273">ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี มีสถานภาพสมรส ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 45,001- 60,000 บาท และเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากภาคกลาง จากการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาวของนักท่องเที่ยวชาวไทย พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ปัจจัยที่มีระดับความสำคัญเรียงจากมากไปหาน้อย ประกอบด้วย ด้านสถานที่และช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคลากร ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านลักษณะทางกายภาพและด้านการส่งเสริมการตลาด</p>
ทำนุรัฐ พันธ์มาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
085
095
-
การศึกษาความพึงพอใจของพนักงานโรงแรม เมอเวนพิค รีสอร์ท บางเทา บีช ภูเก็ต ต่อการบริหารจัดการองค์กรที่มีต่อพนักงาน
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3929
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1094" data-end="1795">การวิจัยเรื่อง การศึกษาความพึงพอใจของพนักงานโรงแรม เมอเวนพิค รีสอร์ท บางเทา บีช ภูเก็ต ต่อการบริหารจัดการองค์กรที่มีต่อพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคลและความพึงพอใจของพนักงานโรงแรมเมอเวนพิค รีสอร์ท บางเทา บีช ภูเก็ต ต่อการบริหารจัดการองค์กรที่มีต่อพนักงาน ประกอบด้วยปัจจัยด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ปัจจัยด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในงาน ปัจจัยด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมการทำงาน ปัจจัยด้านความพึงพอใจต่องานและปัจจัยด้านความผูกพันธ์ต่อองค์กร เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานโรงแรม เมอเวนพิค รีสอร์ท บางเทา บีช ภูเก็ต จำนวน 172 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p data-start="1797" data-end="2416">ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพโสด มีการศึกษาอยู่ในระดับอนุปริญญา รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท มีประสบการณ์การทำงาน ณ โรงแรม เมอเวนพิค รีสอร์ท บางเทา บีช ภูเก็ต มาแล้ว 2-3 ปี โดยพนักงานมีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการองค์กรที่มีต่อพนักงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่ผู้ตอบแบบสอบถาม มีความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมการทำงาน รองลงมา คือ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในงาน ด้านความพึงพอใจต่องาน ด้านความผูกพันธ์ต่อองค์กร ส่วนด้านที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจน้อยที่สุดคือ ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม</p>
ภัทรจิต ขุนจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
096
105
-
ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจกลับมาใช้บริการซ้ำ ที่พักประเภท Boutique Hotel ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3930
<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="1346" data-end="2039">การศึกษาวิจัยเรื่อง ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจกลับมาใช้บริการซ้ำที่พักประเภท Boutique Hotel ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทย รวมถึงปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจกลับมาใช้บริการซ้ำที่พักประเภท Boutique Hotel ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต แบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาใช่บริการที่พักประเภท Boutique Hotel ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการคำนวณกลุ่มประชากรตัวอย่างในกรณีที่ไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน</p> <p data-start="2041" data-end="3026">ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 393 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-30 ปี สถานภาพโสด มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ระหว่าง 20,001-25,000 บาท ผู้ตอบแบบสอบถามนิยมพักห้อง Standard Room มีระยะเวลาในการเข้าพัก 1 คืน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเข้าพักมาแล้ว โดยวัตถุประสงค์ในการเข้าพักคือเพื่อพักผ่อน ทั้งนี้มีแฟนหรือคนรักเป็นผู้ร่วมตัดสินใจในการเลือกที่พัก มักจะเลือกจากดีไซน์การตกแต่งของโรงแรม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวบริเวณรอบ ๆ ซึ่งจะเข้าพักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยใช้วิธีการจองที่พักผ่านระบบแอพพลิเคชั่น ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่รู้จักโรงแรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ด้านสถานที่ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านบุคลากร ด้านราคาและด้านลักษณะทางกายภาพ ส่วนด้านที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมการตลาด</p>
สุภารัตน์ พงษ์เส็ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
3 1
106
117