วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal <p><strong>วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 </strong></p> <p><strong> ISSN 3088-1609 (<span style="font-size: 0.875rem;">Online) | ISSN 3088-1730 (Print)</span></strong></p> <p><strong>ระยะเวลาการเผยแพร่ </strong><strong>:</strong> วารสารราย 6 เดือน เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>นโยบายการจัดทำวารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ </strong><strong>2</strong></p> <p>วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงรองรับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning) โดยให้ความสำคัญกับการเฟ้นหาและให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาทักษะและศักยภาพที่เหมาะสม นอกจากนี้ วารสารยังมุ่งเน้นการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 (Institute of Vocational Education Southern Region 2 Journal) th-TH วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 3088-1730 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน ของโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3847 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก ตามมาตรฐานการศึกษา&nbsp; และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก โดยการวิจัยมี 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก ซึ่งเก็บข้อมูล&nbsp; จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก จำนวน 34 คน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา ของสถานศึกษาของโรงเรียนที่มีผลการดำเนินงานประกันคุณภาพภายอยู่ในระดับยอดเยี่ยม รวมทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ที่อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน และสภาพพึงประสงค์ ของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก และแบบสัมภาษณ์เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก&nbsp; การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา&nbsp; และ ค่า PNI <sub>modified</sub></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ขณะที่ความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก ที่มีความต้องการจำเป็นอันดับแรก ได้แก่ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา (PNI <sub>modified</sub> = 0.0766) รองลงมา ได้แก่ ด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา (PNI <sub>modified</sub> = 0.0649) และ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (Self-Assessment Report : SAR) (PNI <sub>modified</sub> = 0.0648) ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนสาธิตเทศบาลตำบลหินตก การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ พบว่า ควรเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ&nbsp; &nbsp;โดยกำหนดมาตรฐานที่สอดคล้องกับบริบทและผู้เรียน ผ่านการวิเคราะห์ SWOT และวางแผนพัฒนาอย่างเหมาะสม ดำเนินงานตามวงจร PDCA ควบคู่ระบบนิเทศและเทคโนโลยีที่ลดภาระครู มีการติดตามประเมินผลสม่ำเสมอ พร้อมแยกบทบาทผู้ประเมินเพื่อความเป็นกลาง ใช้กระบวนการ PLC วิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายมิติ เพื่อนำเสนอรายงานที่เข้าใจง่ายและพัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน</p> พีรพล พราหมเพชร พีรพล พราหมเพชร บุษราคัม ทองเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 001 011 การสังเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดสมรรถนะ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตภาคเหนือ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/2844 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตภาคเหนือ วิธีดำเนินการวิจัยใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 ราย ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 ราย อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่อาจารย์นิเทศนักศึกษาที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 2 ราย และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและสังเคราะห์จากกรอบแนวคิดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) กรอบมาตรฐานวิชาชีพครูระดับโลก (Global Framework of Professional Teaching Standards) 2) กรอบสมรรถนะครูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA-TCF) 3) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 4) ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 และ 5) แนวทางการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะตาม ว.PA ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ 2) จัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก 3) ใช้สื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ 4) ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกัน 5) สะท้อนผลและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ 6) ปรับการเรียนรู้ตามศักยภาพรายบุคคล และ 7) วัดและประเมินสมรรถนะเพื่อพัฒนา ซึ่งมีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 21 ตัวชี้วัด องค์ประกอบสมรรถนะที่ได้มีความสอดคล้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ความครอบคลุมของกระบวนการการจัดการเรียนรู้ ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการสอน ความเป็นระบบและเชื่อมโยงกันของแต่ละองค์ประกอบ ความสอดคล้องกับทฤษฎีการศึกษาสมัยใหม่และความต้องการของศตวรรษที่ 21 และความเป็นสากลที่สามารถนำไปใช้กับครูทุกสังกัด</p> ชมนาด พรมมิจิตร ศักดา สวาทะนันทน์ นทัต อัศภาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 012 021 แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียนวัดบางพลา อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/2757 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียนวัดบางพลา และ 2) พัฒนาแนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียนวัดบางพลา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 122 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้สัมภาษณ์ 10 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และผู้ปกครอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนอยู่ในระดับมาก ในขณะที่สภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยพบว่าความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการประชาสัมพันธ์ รองลงมาคือการมีส่วนร่วม การสนับสนุนกิจกรรมในโรงเรียน และการให้บริการชุมชนตาม ลำดับ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้สังเคราะห์แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการ 2) การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งบริการและวิทยาการแก่ชุมชน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3) การจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี และ 4) การใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นกรอบในการวางแผนและพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> รัชนีกร พันธวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 022 035 การพัฒนาระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวชดเชยแบบเรียลไทม์ในการยืดกล้ามเนื้อคอสำหรับกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม โดยใช้เทคโนโลยีการประมาณท่าทาง https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3235 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบต้นแบบสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องและนับจำนวนท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวชดเชยในผู้ป่วยกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม 2) ทดสอบประสิทธิภาพความแม่นยำของระบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ระบบที่พัฒนาขึ้นทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยรับภาพผ่านกล้องเว็บแคม ประมวลผลด้วยภาษา Python ร่วมกับไลบรารี MediaPipe Framework เพื่อระบุพิกัดจุดโครงร่างร่างกาย (Pose Landmarks) และวิเคราะห์เชิงเรขาคณิตเพื่อคำนวณมุมคอและมุมไหล่ อัลกอริทึมถูกออกแบบให้ตรวจจับ "การยกไหล่" (Shoulder Elevation) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวชดเชยที่พบบ่อย โดยกำหนดค่าเกณฑ์มุมไหล่ที่ 8 องศา และมุมเอียงคอที่ 25 องศา ระบบจะทำการแจ้งเตือนด้วยภาพและสีแบบเรียลไทม์เมื่อตรวจพบการทำท่าผิดวิธี และนับจำนวนครั้งเฉพาะเมื่อผู้ใช้งานทำท่าถูกต้องเท่านั้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพและความพึงพอใจ ได้แก่ นักศึกษาและบุคลากร จำนวน 30 คน ผลการทดลองเปรียบเทียบความถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 1,200 ครั้ง พบว่าระบบมีความแม่นยำโดยรวม (Accuracy) ร้อยละ 96.67 มีค่าความไว (Sensitivity) ในการตรวจจับการโกงท่าทางร้อยละ 97.00 และค่าความจำเพาะ (Specificity) ร้อยละ 96.33 ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานพบว่ามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.62, S.D. = 0.50) โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพการแจ้งเตือนและการช่วยให้มั่นใจในการทำท่าทาง งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีการประมาณท่าทางราคาประหยัด สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยทางกายภาพบำบัดด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พรชัย ทองอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 6 1 036 046 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลำพูน https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3334 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลำพูน กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 301 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร ครู และบุคลากรสายสนับสนุน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับน้อย ขณะที่สภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นรายฝ่าย พบว่าฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษามีลำดับความเร่งด่วนสูงสุด (PNImodified = 1.81) รองลงมาคือฝ่ายวิชาการและฝ่ายแผนงานฯ ส่วนกลุ่มผู้บริหารและกลุ่มบุคลากรทางการศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ด้านความต้องการสนับสนุน บุคลากรส่วนใหญ่ต้องการการอบรมพัฒนาทักษะ AI (ร้อยละ 81.40) และการจัดหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ความคาดหวังในระยะสั้น (1-2 ปี) คือการลดภาระงานธุรการ ส่วนระยะยาว (3-5 ปี) มุ่งเน้นให้นักศึกษามีทักษะ AI เพื่อตลาดแรงงาน ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมระบุว่าควรจัดสรรงบประมาณเฉพาะด้าน โดยเน้นสนับสนุนวิทยาลัยขนาดกลางและเล็ก ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกำหนดมาตรฐานการใช้งานที่โปร่งใสและปลอดภัย (AI Governance) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารสถานศึกษา</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>: </strong>ปัญญาประดิษฐ์ การบริหารสถานศึกษา ความต้องการจำเป็น อาชีวศึกษาจังหวัดลำพูน</p> ภัทรานิษฐ์ พัชริศวโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 047 056 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3386 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา เพื่อศึกษาพฤติกรรมความต้องการของผู้ที่มาใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา และเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและวางแผลกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยว ที่ใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม โดยการ<br>สุ่มตัวอย่างแบบง่าย วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ที่มีช่วงอายุระหว่าง 30-50 ปี ประกอบอาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน การศึกษาอยู่ในระดับการศึกษา ปริญญาตรี และมีรายได้ต่อเดือน 10,000 – 40,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ โดยส่วนใหญ่มีเหตุผลที่จะเลือกใช้บริการโรงแรม เดอะ เจอร์นีย์ บางนา ด้านบุคลากรผู้ให้บริการ&nbsp; &nbsp;รองลงมาได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคาด้านโครงสร้างทางกายภาพ&nbsp; ด้านการส่งเสริมการตลาด&nbsp; และด้านช่องทางการจำหน่าย</p> กุฎาพร วัฒนสินไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 057 065 การออกแบบและพัฒนาระบบขายโดยใช้ภาษาโปรแกรม Python กรณีศึกษา : ร้านค้าปลีก ถนนมุขมนตรี ซอยลำปรุ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3381 <p>ในการศึกษาการวิเคราะห์การออกแบบและพัฒนาระบบขายโดยใช้ภาษาโปรแกรม Python กรณีศึกษา : ร้านค้าปลีก ถนนมุขมนตรี ซอยลำปรุ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาถึงแนวทางในการออกแบบและพัฒนาระบบขายที่มีประสิทธิภาพ (2) พัฒนาระบบขายตัวอย่างโดยใช้ภาษาโปรแกรม Python โดยนำแนวทางที่ได้ศึกษามาใช้ในการสร้างระบบจริง และ&nbsp; (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบขายที่พัฒนาขึ้น โดยเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ที่ดำเนินกิจการมาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบขายที่พัฒนาโดยใช้ภาษาโปรแกรม Python และแบบสอบถามความพึงพอใชของผู้ใช้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจจำแนกตามรายด้าน พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจต่อระบบการขายสินค้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.47, S.D. = 0.51) โดยด้านที่ได้รับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเป็นลำดับแรกคือ ด้านการจัดการการขาย (= 4.60, S.D. = 0.51) รองลงมาคือ ด้านการออกรายงาน (= 4.55, S.D. = 0.50) ด้านที่ได้รับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากคือ ด้านการจัดการข้อมูลพื้นฐาน (= 4.47, S.D. = 0.55) และด้านการรับเข้าสินค้า (= 4.25, S.D. = 0.50) ตามลำดับ&nbsp;&nbsp;</p> อาทิตยานันท์ ยุระยาตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 066 076 การพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ (ปวพ.) ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วิทยาลัยการอาชีพทองผาภูมิ https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3462 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความต้องการฝึกทักษะอาชีพของชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในอำเภอทองผาภูมิ 2) พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ (ปวพ.) ที่สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว และ 3) ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ผสานการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ 5 กลุ่ม (กะเหรี่ยง มอญ ลาว พม่า ไทยพื้นถิ่น) จำนวน 300 คน สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และผู้ให้ข้อมูลหลัก 25 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการสนทนากลุ่ม 3 ครั้ง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าความต้องการฝึกทักษะอาชีพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.32) โดยด้านเกษตรกรรมและแปรรูปผลผลิตมีความต้องการสูงสุด (x̄ = 4.52) หลักสูตร ปวพ. ที่พัฒนาขึ้นจำนวน 9 หลักสูตร ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงจากผู้เชี่ยวชาญในระดับดีมาก (IOC เฉลี่ย = 0.89) มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ E1/E2 (80/80) ทุกหลักสูตร (E1 เฉลี่ย = 83.89%, E2 เฉลี่ย = 81.89%) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.51) ผลการวิจัยยืนยันว่าการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาที่เริ่มจากฐานความต้องการชุมชนพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบสามารถสร้างหลักสูตรที่มีคุณภาพตอบโจทย์ชุมชน และเสริมสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแท้จริง</p> อนัญญา เรืองเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 077 087 อิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินต่ออัตราเงินปันผลตอบแทน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3444 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินที่มีต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จำนวน 44 บริษัท รวมข้อมูล 132 ชุดข้อมูล ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรอิสระและตัวแปรควบคุมสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของอัตราเงินปันผลตอบแทนได้ร้อยละ 57.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยพบว่า พบว่า อัตรากำไรสุทธิ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับอัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ และขนาดของบริษัท ไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นอัตรากำไรสุทธิ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทต่ออัตราเงินปันผลตอบแทน โดยบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรและบริหารโครงสร้างเงินทุนได้อย่างเหมาะสมมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นเช่นกัน</p> ยุทธนา เขียวนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 088 102 การสังเคราะห์องค์ประกอบระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการนิเทศการศึกษาอาชีวศึกษา https://so11.tci-thaijo.org/index.php/AndamamJournal/article/view/3633 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการนิเทศการศึกษาอาชีวศึกษา และ2) ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการนิเทศการศึกษาอาชีวศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) สังเคราะห์จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25 เรื่อง <br />ที่เผยแพร่ในช่วง พ.ศ. 2564-2568 โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จัดทำตารางสังเคราะห์แบบเมทริกซ์ กำหนดเกณฑ์คัดเลือกองค์ประกอบที่มีความถี่การปรากฏตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ระยะที่ 2 ประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ใช้แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ <br />สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการนิเทศการศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 15 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัล 3 องค์ประกอบย่อย (2) บุคลากร 3 องค์ประกอบย่อย <br />(3) เนื้อหาและทรัพยากรการนิเทศ 3 องค์ประกอบย่อย (4) แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการนิเทศและ<br />การเรียนรู้วิชาชีพ 3 องค์ประกอบย่อย และ (5) การประเมินผลและการรายงานผล 3 องค์ประกอบย่อย <br />ทุกองค์ประกอบย่อยมีค่าความถี่ตั้งแต่ร้อยละ 56-100 ผ่านเกณฑ์คัดเลือกที่กำหนดไว้ ผลการประเมิน<br />ความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean= 4.65, S.D. = 0.49) สอดคล้อง<br />กับสมมติฐานการวิจัย</p> <p>ที่เผยแพร่ในช่วง พ.ศ. 2564-2568 โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จัดทำตารางสังเคราะห์แบบเมทริกซ์ กำหนดเกณฑ์คัดเลือกองค์ประกอบที่มีความถี่การปรากฏตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ระยะที่ 2 ประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ใช้แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ <br />สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการนิเทศการศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 15 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัล 3 องค์ประกอบย่อย (2) บุคลากร 3 องค์ประกอบย่อย <br />(3) เนื้อหาและทรัพยากรการนิเทศ 3 องค์ประกอบย่อย (4) แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการนิเทศและ<br />การเรียนรู้วิชาชีพ 3 องค์ประกอบย่อย และ (5) การประเมินผลและการรายงานผล 3 องค์ประกอบย่อย <br />ทุกองค์ประกอบย่อยมีค่าความถี่ตั้งแต่ร้อยละ 56-100 ผ่านเกณฑ์คัดเลือกที่กำหนดไว้ ผลการประเมิน<br />ความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean= 4.65, S.D. = 0.49) สอดคล้อง<br />กับสมมติฐานการวิจัย</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong>: ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล, การนิเทศการศึกษา, อาชีวศึกษา</p> ธนสาร รุจิรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 6 1 103 119